ผู้เขียน หัวข้อ: เที่ยว นครศรีธรรมราช ตรัง กระบี่ ไปกับหนุ่มสาวทัวร์  (อ่าน 6600 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ wisnu 01

  • Global Moderator
  • สมาชิก
  • *
  • กระทู้: 2644


Thanks:   ฝากรูป


เมื่อกลางเดือน พ.ค. ได้ไปเที่ยวที่ศูนย์ประชุมสิริกิตต ได้จองทัวส์ของหนุ่มสาวทัวส์ไปเที่ยว
นครศรีธรรมราช ตรัง กระบี่ อ่านดูโปรแกรมแล้วน่าสนใจ มีไปทะเลแหวก ถ่ำเขากอบ ไปอ่าวนาง
และนั่งเรือไปดำน้ำดูปะการังด้วย ราคา 4,900 บาท แต่จองในงานจะเหลือ 4,500 บาท จึงสนใจ
ที่จะไปเที่ยวกับเขาด้วย เพราะตัวเองก็ยังไม่เคยนั่งรถทัวส์ไปเที่ยวซักครั้ง ครั้งแรกนึกว่าจะล้มซะแล้ว
เนื่องจากมีผู้มาเที่ยวไม่ถึง 20 คน แต่ในที่สุดทางบริษัททัวส์โทรมาให้ส่งเงินค่าที่เหลือไป เพราะแน่ใจ
ว่าจะได้ไปแน่นอน เมื่อถึงวันนัด มีรถทัวส์ของบริษัทจอดรออยู่ที่ประตูอักษรศาสตร (จุฬา) ถนนอังรีดูนังค์


หลังจากนั่งรถไฟฟ้าไปลงที่สยาม จากนั้นแวะทานอาหารเย็นแถวนั้น (รถออก 18.30 น) หลังจากเข้าห้องน้ำ
ที่โรงแรมโนโวเทลเรียบร้อยแล้ว จึงเดินไปเรื่อย ๆ เดินสวนกับบรรดานิสิตจุฬา เดินมาทางสยามกันเป็นกลุ่ม ๆ
ก็พบกับรถทัวส์ของ หนุ่มสาวทัวส์ จอดอยู่รวม 5 คัน ๆ ของเราอยู่สุดท้าย ทัวส์คันที่ 1-4 ไปเหนือและที่อื่น ๆ
ส่วนคันที่ 5 ของเราไปใต้ หลังจากพนังงานตรวจรายชื่อแล้วบอกว่ามีคนมาเพีียง 22 ท่านเอง นั่งไปตามชื่อก่อน
เมื่อรถแล่นแล้วก็เลือกที่นอนได้ตามพอใจ หลังจากที่รถออกแล่น แล้วเราก็เลยหาที่เหมาะ ๆ นอนเหยียดแข้งขา
ได้ตามสบาย รถจะกำหนดจอดทุก ๆ 2 ช.ม. เพื่อให้ไปเดินเข้าห้องน้ำเดินซื้อโน้นซื้อนี่ตามแต่ละคน นับว่าบริษัท
มีนโยบายดีทีเดียว เพราะคนเรานั่งมานาน ๆ บางครั้งก็เมื่อยขา และสถานที่ไปจอดก็หาปั้มที่ไม่จอแจเกินไป ไม่เช่น
นั้นก็อาจแย่งกันเข้าห้องน้ำ โดยเฉพาะท่านผู้โดยสารที่เป็นผู้หญิง ส่วนผู้ชายนั้นสบายอยู่แล้วฉี่เป็นช่องเยอะแยะ




ในที่สุดก็มาถึง โรงแรมโลตัส ทวิน นครศรีธรรมราช เวลาประมาณ 04.30 น
หลังจากพนักงานขนของลงไว้ที่ห้องของแ่ต่ละคน ก็ได้นัดให้ทานอาหารเวลา 07.00 น.
ล้อหมุนตอนประมาณ 08.00 น.เพื่อไปนมัสการพระธาตุที่ วัดพระธาตุนครศรีธรรมราช

ภายในห้องโรงแรมก็ใช้ได้ แต่พรมปูพื้นเก่าไปหน่อย แต่เรามีรองเท้าแตะอยู่แล้วสบายมาก


หลังจากที่เราทำธุระส่วนตัวเรียบร้อยแล้วจึงลงไปข้างล่างมุ่งไปที่ห้องอาหาร ทานโน้นทานนี่จนอิ่มแล้ว
เพิ่งไปเห็นข้าวยำใต้ และ ขนมจีนใต้ ยังสงกะสัยว่าเอ้ เขาทำไมทานพวกนี้เป็นอาหารเช้า จึงถามไกด์
ได้คำตอบว่า เป็นการทานตามปกติของคนในเมืองนี้ แต่ตอนนี้เราชักจะอิ่มแล้ว ไว้พรุ่งนี้ดีกว่าเพราะนอนที่นี่อีกคืน



หลังจากทานอาหารเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาล้อหมุน หัวหน้าไกด์ได้กล่าวสวัสดีและแนะนำ
สถานที่ที่จะไปเที่ยวในวันนี้ สถานที่แรกที่จะไปก็คือ วัดพระธาตุนครศรีธรรมราช ทันทีที่
เมื่อไปถึง ไกด์พาลูกทัวส์เข้าไปในโบสถ์เพื่อไหว้พระประจำที่นี่ก่อน


ซูมเข้ามาชมใกล้ ๆ เพื่อชม พระพุทธสิหิงค์ เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองนครศรีธรรมราช

ระหว่างทางมาวัดพระธาตุนครศร๊ธรรมราช หัวหน้าไกด์ ได้สอบถามลูกทัวส์ว่า จะร่วมกันทำบุญหรือไม่โดยการ
บริจาคเงินจากทุกคนไปซื้อผ้ามาครองพระเจดีย์ ทุกคนจึงได้รวมรวมเงินได้จำนวนหนึ่ง ยาวมากต้องเรียกคนอื่น ๆ
มาร่วมช่วยกันยกผ้าไม่ให้หล่นพื้น อากาศก็ร้อนมั๊ก ๆ ต้องเอาผ้ามาคลุมศีรษะกันร้อนกันเป็นทิวแถว


จากนั้นเหล่านักบุญก็ช่วยกันนำผ้าเดินไปจนถึงฐานเจดีย์และเดินเวียนขวา 3 รอบ แล้วมอบให้กับเจ้าหน้าที่วัด
เพื่อทำการหาวิธีการนำเอาผ้าขึ้นไปครองข้างบนต่อไป เชื่อว่าเขาคงจะเอาไปครองไว้ตอนเย็น ๆ


จากนั้นก็เสร็จพิธี เดินชมโน้นชมนี่ไปตามเรื่อง


ถ่ายจากทางด้านหน้าของวัด

เจดีย์อีกมุมหนึ่ง

จากนั้นลูกทัวส์ก็ขึ้นรถเพื่อพาไปชมพิพิธภัณท์ของนครศรีธรรมราช พรุ่งนี้จะนำมาให้ชมครับ

ออฟไลน์ wisnu 01

  • Global Moderator
  • สมาชิก
  • *
  • กระทู้: 2644
ด้านหน้า พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช


พระพิฆเนศ พระพิฆเนศ เป็นมหาเทพผู้ทรงภูมิปัญญายิ่งใหญ่ ผู้ขจัดอุปสรรคและอำนวยความสำเร็จในทุกสิ่ง พระองค์ทรงเป็นเทพเจ้าแห่งสากล (Universal God) ที่มีผู้เคารพนับถือมากที่สุดองค์หนึ่งในทั่วโลก ไม่ว่าใน อินเดีย เนปาล ภูฏาน ทิเบต มองโกล จีน ญี่ปุ่น เกาหลี พม่า ไทย เขมร อินโดนีเซีย ฯลฯ พระพิฆเนศ คือเทพเจ้าที่มีปรีชาญาณเฉลียวฉลาด มีฤทธานุภาพมาก และทรงคุณธรรม คอยปราบภัยพาลและอภิบาลคนดี อีกทั้งยังเป็นเทพผู้กตัญญูถึงพร้อมด้วยความดีงาม สมควรแก่การสักการบูชาเป็นอย่างยิ่ง หากใครจะประกอบพิธี หรือทำกิจกรรมใด การเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ เช่น เปิดกิจการร้านค้า เริ่มการทำงาน ขึ้นบ้านใหม่ ออกเดินทาง หรือแม้กระทั่งการบวงสรวงทำพิธีมงคลต่างๆ ฯลฯ ต้องบอกกล่าวบูชาองค์พระพิฆเนศก่อนเป็นลำดับแรก จึงจะเป็นสิริมงคล และประสบความสำเร็จ  

พระวิษณุรูปปั้นหายไปหลายส่ีวน

พระวิษณุ องค์รูปสัมฤทธิ์พระวิษณุ หรือที่รู้จักกันในพระนามอีกอย่างหนึ่งว่า พระนารายณ์ เป็นหนึ่งในสามมหาเทพ
มีหน้าที่คุ้มครองแลดูแลรักษาทั้ง 3 โลกตามความเชื่อของชาวฮินดู จากคัมภีร์พราหมณ์ รูปร่างลักษณะมีพระวรกาย
จะมีสีที่เปลี่ยนไปตามยุค ฉลองพระองค์ดั่งกษัตริย์ มีมงกุฎทอง อาภรณ์สีเหลือง มี 4 กร ถือ สังข์ จักร ตรี คทา
แต่ที่จะพบเห็นได้บ่อยที่สุดคือถือ จักร์ สังข์ คทา ส่วนอีกกรจะถือ ดอกบัวบ้าง หรือ ไม่ถืออะไรเลยบ้าง
(โดยจะอยู่ในลักษณะ"ประทานพร")

โดยปรกติ พระวิษณุ จะทรงประทับอยู่ที่เกษียรสมุทร โดยส่วนมากจะทรง
บรรทมอยู่บนหลัง อนันตนาคราช โดยมีพระชายาคือ พระลักษมีมหาเทวี คอยฝ้าดูแลปรนิบัติอยู่ข้างๆเสมอ พาหนะ
ของพระวิษณุคือ พญาครุฑ พระวิษณุ มีอีกพระนามอีกอย่างหนึ่งว่า "หริ" แปลว่าผู้ดูแลแห่งจักรวาลถือเป็นเทพสูงสุด
เพราะทุกอย่างเกิดจาก "หริ" โดย"หริ"ได้แบ่งตนเองออกเป็น 3 คือ

พระพรหม มีหน้าที่สร้างและลิขิตสรรพสิ่งทั้งปวงในทั้งสามโลก
พระวิษณุ หรือ พระหริ มีหน้าที่ดูแลทั้งสามโลกให้อยู่ในความเรียบร้อย และสมดุล
พระศิวะ มีหน้าที่ทำลายสิ่งที่ไม่ดีทั้งหลายทั้งปวงในโลกทั้งสาม

เสียดายจัง ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งนี้มีแต่พระวิษณุ กับ พระพิฆเนศ


นาฬิกาโบราณ พูดถึงนาฬิกาแล้ว วิษณุเป็นผู้ที่ชอบนาฬิกา มีอยู่หลายเรือน
เป็นออโตเมติคทั้งหมด แต่มีอยู่เรือนหนึ่งใช้มา 10 กว่าปีแล้วไม่เคยถูกเปิด
จากช่างเลย เดินด้วยไฟฟ้าแบตไม่เคยหมด รับแสงจากแสงทุกชนิดเป็นพลังงาน
เดินตรงมั๊ก ๆ อาบน้ำดำน้ำก็ได้ด้วย เที่ยวนี้ก็ได้เอาไปดำน้ำด้วยกันเหมือนเดิม

เครื่องมือที่ใช้เกี่ยวกับการปลูกข้าว ชมเอาก็ละกันว่ามีอะไรบ้าง

ภาพแกะไม้สักเป็นรูปช่างตัวเล็ก ๆ อยู่ในกรอบ ดูไปดูมาทำให้นึกถึงที่บ้าน
ที่บ้านเราก็มีเหมือนกันแต่เป็นรูปแบบชาวบ้านขายของ (ชมรูปท้ายประจำวันนี้ครับ)

อาหารพื้นบ้าน ทำเป็นรูปปั้น เห็นมีน้ำพริก แกงส้ม ผักสารพัด

ฟังพระเป็นรูปปั้นชาวบ้านกำลังฟังพระเทศน์ในวันพระ บางภาพก็เป็นรูปมาติดไว้

มโนรา เป็นการแสดงพื้นเมืองของจังหวัดนครศรีธรรมราช


สมอเรือ โชว์อยู่ข้างนอก เป็นสมอสำหรับใช้กับเรือสำเภาสมัยก่อน
อันที่จริงยังมีอะไร ๆ น่าดูอีกเยอะ แต่วิษณุไม่ชอบเป็นจำพวกหม้อชามแตก
สิ่งของต่าง ๆ ที่เก็บได้จากทะเล เคยไปดูจากที่อื่นมาแล้ว ออกข้างนอกดีกว่า

ออกมาได้ไม่ถึง 5 นาทีกลุ่มใหญ่ก็เดินตามมา เพื่อเดินทางต่อไปยัง
ปากพนังเพื่อทานข้าวเที่ยง ระหว่างทางมี คอนโดนกนางแอ่น ซึ่งคน
ได้มาหลอกให้นกเข้าไปทำรังเพื่อเอารังมาขายกิน ในรูกลม ๆ นั่นแหละ

คอนโดในเมือง จะเห็นเขาทำเป็นรูไว้ให้นกนางแอ่นเข้าไป
เมื่อนกมาอยู่แล้ว ถือว่าโชคดีเขาปิดร้านที่ขายของให้กลาย
เป็นที่อยู่นกไปทันที ไม่ขายของเสียแล้ว เตรียมตัวขายรังนกแทน

คอนโดติดร้านอาหาร ได้ยินเสียงนกนางแอ่นร้องมากมายแต่ไม่ค่อยจะเห็นนก
ได้ความว่า บรรดาคนต่างก็หลอกนกด้วยการนำเอาเสียงนกนางแอ่นมาเปิดจาก
แผ่นซีดี เพื่อให้นกเข้ามาอยู่ในตึกของตนเอง แต่นกคงรู้แล้วละ เสียงแบบเดียวกันหมด

ทานอาหารเที่ยงปากพนัง แต่เราอิ่มจากตอนเช้า แฮมไข่ดาวขนมปัง
ตามด้วยข้าวต้มยังอิ่มอยู่เลย ขอกาแฟถ้วยเดียวก็พอแล้วสำหรับเรา



หลังจากทานอาหารกลางวันแล้ว รถก็พาเราไปยังประตูระบายน้ำอุทกวิภาคประสิทธิ์
ตำบลบางพระ อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

จากนั้นก็พาไปยังบ้านของพ่อ

บ้านพ่อ เดินเข้าไปร่มเย็นดีจังหายเหนื่อยเลยเชียวละ

บ้านพ่อ มีอาณาเขตเย็นสบายอยากจะนอกซักงีบ

นี่คือตำหนักของพ่อมองตำหนักไปรู้สึกว่าตัวเองยังไม่เคยทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอัน
ให้กับพ่อเลย พระองค์ท่านทรงทำงานเหนื่อยมาตลอดหลายสิบปีไปยังสถานที่ต่าง ๆ
เพื่อช่วยเหลือประชาชนของพระองค์ท่าน ดังนั้นจึงตั้งใจว่าจะต้องทำอะไรสักอย่างให้
พระองค์ท่านตัดสินใจในขณะนั้นว่า จะต้องปฏิบัติธรรมให้ท่านสัก 9 วันในวันที่ 5 ธ.ค.
ที่จะถึงนี้ หรือว่าจะไปนมัสการพุทธสังเวชนียสถาน 4 ถวายให้พระองค์ท่านดีหนอ

กำลังนั่งคิดเพลิน ๆ บรรดาลูกทัวส์เดินกลับมาจากการชมสิ่งต่าง ๆ ที่วิษณุไม่ได้ไปชม
เขาก็มาบอกว่า ทำไมพี่ไม่ไปเดินดูล่ะ น่าชมออกโดยเฉพาะการแสดงนิทัศน์การณ์สิ่งต่าง ๆ
เราไม่ได้พูดอะไร และตอนนี้ก็ได้เวลากลับโรงแรมแล้ว พักที่เดิม ทวิน โลตัส เดี๊ยวเถอะ
พรุ่งนี้เช้าจะต้องลองชิม ข้าวยำกับน้ำบูดู กับ ขนมจีนปักษ์ใต้ของแท้ให้จงได้

ห้องพระของวิษณุ มีเกะสลักเหมือนที่ได้เห็นในวันนี้ด้วย แต่ของเราเป็นแบบแม่ค้าขายของ

ซูมให้เห็นชัด ๆ ดูเหมือนว่าจะเป็นการค้าขายตามแม่น้ำ พรรคพวกให้มานานแล้ว
พาช่างมาติดให้เสร็จสรรพ์ รัีบรองว่าจะไม่หล่นลงมาตอนนั่งสวดมนต์แน่นอน

พรุ่งนี้จะไปลอดถ่ำและพาไปเที่ยวสระมรกต ติดตามชมนะครับ


<a href="http://www.youtube-nocookie.com/v/COsL5KQFvss?autoplay=1&amp;amp;hl=th_TH&amp;amp;rel=0&quot;" target="_blank" class="new_win">http://www.youtube-nocookie.com/v/COsL5KQFvss?autoplay=1&amp;amp;hl=th_TH&amp;amp;rel=0&quot;</a>

ออฟไลน์ narak001

  • กลุ่มโฆษณา
  • สมาชิก
  • *
  • กระทู้: 2
รู้สวยๆทั้งนนั้นเลย

ออฟไลน์ wisnu 01

  • Global Moderator
  • สมาชิก
  • *
  • กระทู้: 2644
รู้สวยๆทั้งนนั้นเลย

ขอบคุณครับ คอยชมอีกสักครู่ครับ กำลังย่อรูปอยู่ครับ

ออฟไลน์ wisnu 01

  • Global Moderator
  • สมาชิก
  • *
  • กระทู้: 2644
6 โมงเช้าหลังจากทำธุระกิจเรียบร้อยก็ลงไปทานอาหารข้างล่าง ไม่ลืมที่จะ
ลองทานข้าวยำมีน้ำบูดู และขนมจีนปักษ์ใต้ด้วย ตบด้วยกาแฟและขนมปัง
แล้วเดินออกมานอกประตู มีกินนร กินรี สวัสดีอยู่หน้าโรงแรม ลาละครับทวินโลตัส
หากผ่านมาที่นครศรีธรรมราชจะมาแวะอีก ถือว่าทั้งอาหารและที่พักใช้ได้

จากนั้นทุกท่านก็ทยอยกันเดินไปที่รถเพื่อไปเที่ยวต่อยังที่อื่นต่อไป

รถทัวส์กำลังจอดรอนักท่องเที่ยวเปิดแอร์รอไว้หลังจากหวัดดีกับคนรถและคนขับ
ก็ขึ้นไปนั่งที่ใครที่คนนั้น ส่วนของเราไปนั่งอยู่เกือบท้ายแสนที่จะสบายยกขาขึ้นก็ได้

นั่งรถมาซักพักก็มาถึงถ่ำเขากอบ หลายท่านต่างถ่ายรูปกันใหญ่รวมทั้งเรามีนางแบบติดมาด้วย

รอเรือไปถ้ำ ระหว่างที่รอเรือนั้นมีแม่ค้าขายลองกองแถมให้ชิมดูเป็นช่อ ๆ
วางให้ชิมอยู่ในเข่ง เธอบอกว่าเอามาจากสวนเองชิมไปเถอะ ใจดีจัง แถม
ลองกองก็หวานด้วยทุกคนชมกัน จึงแวะซื้อติดไม้ติดมือไปคนละถุง ติดชื่อ
ฝากแม่ค้าเอาไว้ บางท่านเมื่อกลับมาขึ้นรถลืมเอามาก็เลยเอาที่มีแบ่งกันทาน

ไกด์ตะโกนให้มายืนรอที่ท่าน้ำ มองเห็นชุดแรกออกไปแล้ว

ชุดต่อไปกำลังรอเรือ นั่งครั้งละ 5 คน

ขณะอยู่บนเรือถ่ายรูปไปเรื่อย

ระหว่างทางเจอะกอบัวกำลังชูช่อ

เริ่มเข้าถ้ำ

ยังนั่งชมอยู่บนเรือ

เห็นสายไฟที่เขานำไปส่องในถ้ำ

นี่ไงสายไฟเอามาส่องแถว ๆ นี้ เริ่มขึ้นเรือแล้ว


รูปนี้มีทั้งหินงอกและหินย้อย หินงอกและหินย้อยในถ้ำนั้น เริ่มมาจากหินย้อยก่อน
หินย้อย คือหินที่ย้อยลงมาจากข้างบน เกิดจากน้ำฝนทำปฏิกิริยากับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์
ก็แก๊สที่อยู่ในน้ำอัดลมนั่นแหละ เมื่อทำปฏิกิริยาขึ้นก็จะทำให้เกิดกรดคาร์บอนิค ทีนี้เจ้ากรดคาร์บอนิคนี้
ก็จะไปละลายหินปูนในผนังด้านบน เกิดเป็นสารละลาย แคลเซียมไฮโดร์เจนคาร์บอเนต ไหลซึมไปตาม
ผนังถ้ำและละลายตัวในน้ำห้อยลงมา เมื่อแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ละเหยไป ก็จะเหลือแต่ แคลเซียมคาร์บอเนต
จับก้อนแข็ง เราเรียกว่า หินย้อย ส่วน หินงอกก็เช่นเดียวกัน เมื่อน้ำกรณีข้างบนไหลลงมายังพื้นถ้ำ
มากขึ้น ๆ เมื่อแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ละเหยออกไปก็จะเหลือเป็น แคลเซียมคาร์บอเนต เป็นแท่ง ๆ นี่คือหินงอก


เดินชมหินงอกหินย้อยไปเรื่อย ๆ

หินงอกภาพนี้คล้ายเจดีย์


เดินชมไปเรื่อย ๆ

เดินชมไปเรื่อย ๆ

เริ่มขึ้นเรือลอดถ้ำมังกร

ลอดถ้ำมังกร

เริ่มเข้าถ้ำมังกร

ลอดถ่ำมังกร ตื่นเต้นที่สุด เนื่องจากต้องนอนหงายหน้าไปมองดูผนังถ้ำ บางจุดก็ติดที่พุงลอดไปแสนลำบาก
มีอยู่ช่วงหนึ่งขาดอีกเซนต์เดียวก็โดนจมูก ต้องรีบหันหน้าหนี จะผลักหนีก็ไม่ได้จะไปโดนคนอื่นเข้าอีก
อึดอัดน่าดู ดูแต่พนังถ้ำไปเรื่อย ๆ บางจังหวะก็มองเห็นอยู่ข้างหน้าต้องเตรียมหลบหน้า พนักงานผู้พายเรือมีไฟติด
อยู่ที่ศีรษะจึงสามารถมองโน้นมองนี่ได้ ทำให้นึกถึงผู้ที่อยู่ใต้ซากตอนแผ่นดินไหว คงจะอึดอัดยิ่งกว่าเราอีก

ใกล้ออกแล้วเห็นแสงแล้ว ไชโย ทุกคนดีใจรวมทั้งเราด้วย

รอดเอาชีวิตออกมาได้ เป็นคำพูดของพี่คนหนึ่งตอนทานข้าวเที่ยงที่สระมรกต ได้สอบถามบรรดาเพื่อนทัวส์
มีหลายคนที่ไม่ได้ไปรอดถ้ำมังกร เนื่องจากพนักงานบอกว่าน้ำค่อย ๆ ขึ้นแล้ว เรานับว่าโชคดี แต่ก็มันส์ดี

เสร็จจากนี้แล้วก็ไปที่สระมรกต ทานอาหารเที่ยงที่นั่น พรุ่งนี้นำมาเสนอครับ

ออฟไลน์ wisnu 01

  • Global Moderator
  • สมาชิก
  • *
  • กระทู้: 2644

จากนั้นไกด์ก็พาพวกเราไปที่สระมรกต เพื่อทานอาหารเที่ยง
เห็นคนเยอะแยะ ก็เลยคิดว่าหาอะไรกินกับกาแฟดีกว่า จะได้มีเวลาเดินโน้นเดินนี่ไปเรื่อย ๆ

คนเยอะมากในวันนี้เพราะเป็นวันเฉลิมสมเด็จพระบรมราชินี

หลังจากทัวส์เลี้ยงอาหารเที่ยงแล้ว ก็เดินไปยังสระมรกต

ถึงแล้วเดินจากช้างที่มาคอยต้อนรับอีกประมาณ 20 เมตร


ภาพแรกที่ได้เห็น สระมรกต


ผู้คนลงไปเล่นในสระมากในวันนี้ เนื่องจากเป็นวันหยุดและเป็นวันเฉลิมพระราชินีด้วย



เราไม่ได้ลงเล่นแต่เดินตามเขาไปเรื่อย ๆ จนถึงสระน้ำผุด ห่างจากสระมรกตประมาณ 500 เมตร
อยู่ใกล้ ๆ กับสระแก้ว ซึ่งทั้งสามสระนี้ต่างก็เป็นสระน้ำพุร้อน ไหลลงมาเรื่อย ๆ จนถึงสระมรกต
สระน้ำผุดนี้ หากเราไปตบมือเข้า เสียงก็จะไปกระทบกับพื้นสระทำให้เกิดน้ำผุดขึ้นมาให้เห็น



สระแก้วเป็นสระที่ใสมาก ๆ ทางการไม่อนุญาตให้ผู้คนลงไปอาบน้ำในสระนี้ อยู่ใกล้กับสระน้ำผุด

สระน้ำผุด สระแก้ว และสระมรกต ต่างก็เป็นนำพุร้อนที่มาจากใต้ดิน มีอุณหภูมิประมาณ 30-50 องศา C
น้ำที่ออกมาจากน้ำพุร้อนนั้นจำต้องผ่านชั้นหินปูนที่มีแคลเซียมคาบอร์เนตสูง จึงทำให้บรรดาสารต่าง ๆ
ที่ลอยอยู่ในน้ำตกตะกอน (แบบเดียวกับสารส้ม) เมื่อบรรดาสารต่าง ๆ ได้ตกตะกอนน้ำในสระจึงใส
ส่วนในกรณีที่บางครั้งมีสีเขียว หรือสีน้ำเงินนั้น เกิดจาก สาหร่ายและแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในน้ำร้อนทำให้น้ำ
เกิดสีขึ้นตามอุณหภูมิของน้ำ ถ้าบริเวณไหนน้ำมีอุณหภูมิสูงก็จะเป็นสีน้ำเงิน ส่วนบริเวณที่อุ่นกว่าจะเป็นสีเขียวอ่อน


หลังจากที่บรรดาท่าน ๆ อาบน้ำจากสระมรกตแล้ว ทางการก็ได้จัดให้มีน้ำอาบล้างตัวอีกครั้ง
อยู่ใกล้ ๆ ช้างปั้นฝั่งตรงข้าม มีบริการทั้งของชายและหญิง อาบน้ำฟรีครับ ก่อนเดินไปขึ้นรถ

จากนั้นรถทัวส์ได้พาพวกเราไปยังน้ำพุร้อน

เห็นหนุ่มสาวแช่เท้าที่น้ำตกร้อนดูแล้วก็น่ารักดี


สาวเจ้าคงอยากจะพูดแบบ "ชิโร" นางฟ้าในละครที่จบไป ว่าถ้าต่อไปฉันอ้วนตุ้ยนุ้ยเธอจะยังรักฉันอยู่หรือไม่
เพราะการเป็นมนุษย์นั้น ฉันจะต้องแก่ รูปร่างต้องอ้วนไปตามวัย ไม่เหมือนเป็นนางฟ้า สวยอย่างไรก็คงสวยอย่างเดิม
คุยไปคุยมาเป็นเรื่องละครซะแล้ว ไปต่อดีกว่าครับ คราวนี้เป็นทริปสุดท้ายของในวันนี้คือ ไปวัดถ้ำเสือ

มาถึงวัดถ้ำเสือ มีการถวายสังฆทานทั้งรวมและส่วนตัว จากนั้นทุกท่านก็เดิน
ขึ้นไปดูเสือรูปปั้นทางช่องเขาหลังพระ เว้นแต่เราเคยมาที่นี่แล้วหลายปีโดย
นั่งเครื่องมาพร้อมกับเจ้านาย 2 คน ลูกน้องที่กระบี่มาต้อนรับพาไปหาอาจารย์

จากนั้นไกด์ก็พาทุกท่านไปไหว้เจ้าแม่กวนอิมที่เป็นรูปปั้นใหญ่พอสมควร แต่เราสนใจเจดีย์ที่กำลังสร้างนี้มากว่า

ได้ร่วมทำบุญเจดีย์ไปจำนวนหนึ่ง พระกับแม่ชีจึงมอบเจดีย์จำลองให้สำหรับใส่เศษสตางค์
ใต้ฐานมีสกรูเปิดฐานเอาเงินออกมาได้ มีอักษรเขียนไว้ว่า "เชิญร่วมบริจาคเงิน สร้างพระธาุตุ
เจดีย์วัดถ้ำเสือ อ.เมือง จ. กระบี่ หรือผ่านธนาครไทยพานิชย์ สาขากระบี่ ชือบัญชี วัีดถ้ำเสือ
เลขบัญชี 572-2-19176-3 เหมือนกับจะให้เก็บเงินทีละเล็กทีละน้อยไม่ให้เดือดร้อน เมื่อเต็ม
แล้วก็เอาไปนับที่แบงค์ ได้เท่าไรก็ส่งไปตามเลขบัญชีข้างบน แหม..ใครน๊ะหัวดีจัง อย่างนี้
วิษณุขอเชียร์เต็มที่  ขอบอกบุญมายังท่านผู้ชมด้วยน๊ะครับ หากไม่เดือดร้อนหรือตัดสิ่งจำเป็น
ลงไปบ้าง นำเงินไปทำบุญเพื่อจะได้เบิกเงินในภพหน้ากันดีกว่าน๊ะครับ ขอบคุณครับ

จากนั้นทัวส์ไปพาพวกเราไปนอนที่ โรงแรม อ่าวนางคริฟบีช ข้างนอกข้างในสวยดี

ข้อสำคัญคือ มีกาแฟและชาฟรีซะด้วยซิ

มีเสื้อคลุมอาบน้ำและคลุมนอนก็ได้ พรุ่งนี้จะคอยดูซิว่า จะมี เบค่อน เป็นอาหารเช้าด้วยหรือไม่
ตามความคิดของวิษณุ หากโรงแรมใดมี เบค่อน เป็นอาหารเช้าถือว่าเป็นโรงแรมที่ดีที่สุด แม้แต่
โรงแรม ทวินโลตัส ที่นครศรีธรรมราช แม้จะมีอาหารหลายอย่าง แต่ก็ยังไม่มี เบค่อน

พรุ่งนี้จะไปชมทะเลแหวก ไปอาบน้ำดำน้ำดูปะการังกันครับ วันนี้พอละครับ

ออฟไลน์ natee

  • MY Newbie
  • สมาชิก
  • **
  • กระทู้: 558


(rw07) เสียดาย.อยากไปด้วยจังเลย..  (tn1)=
เมื่อไม่ได้ไป...รอชมตอนต่อไป..ก็ได้ค่ะ
"คำบรรยาย และ ภาพประกอบยอดเยี่ยมค่ะ พี่วิษณุ"

 8)  8)  8)

ออฟไลน์ wisnu 01

  • Global Moderator
  • สมาชิก
  • *
  • กระทู้: 2644
ตื่นมาตอนเช้าเดินสำรวจรอบ ๆ โรงแรมอ่าวนาง คลิฟบิช

เดินไปดูสระอาบน้ำของโรงแรม

เดินเข้ามาชมที่ห้องอาหาร ก่อนจะโซ้ยอาหารเช้าขอถ่ายอีกซักรูป

เห็นเบค่อนแล้ว ไม่น่าเชื่อว่า หนุ่มสาวทัวส์จะมาพวกเรามาพักที่โรงแรมนี้

หลังจากชาลิปตั้นหมดไปแล้วพร้อมกับเบค่อนไข่และขนมปัง ยังเหลืออีกนิดหน่อยจึงขอกาแฟมาเพิ่ม

หลังจากเสร็จสิ้นอาหารแล้ว รถทัวส์ก็๋พาพวกเราไปยังชายหาดเพื่อขึ้นเรือไปเกาะ

พรรคพวกเดินไปล่วงหน้าแล้วแต่เรายังมัวลดน้ำหนัก (ฉี่) อยู่จึงเดินช้าไปหน่อย

เพื่อนรวมทางกำลังเดินขึ้นเรือเร็ว

เราเลือกมานั่งอยู่ตอนหลังเพื่อเก็บรูป

ถ่ายรูปไปเรื่อย ๆ

เห็นเกาะอะไรไม่รุ พื้นทะเลสีครามจนคร้ำเชียว สงสัยมีพวกสาหร่ายสีเขียวข้างใต้มีน้อย

นี่เกาะอะไรไม่รู้เขาบอกเหมือนกันแต่จำไม่ได้

นี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน ดู ๆ ก็สวยดี เหมือนกับรูปที่เขาเอาไปโฆษณา

เรือมาจอดที่เกาะนี้เพื่อให้เดินเที่ยวจะเล่นน้ำก็ไม่ว่าอะไรให้เวลา 1 ช.ม.


เรือจอดให้คนลง เราลงมาก่อนเพื่อนเพราะอยู่ท้ายเรือ จุดที่เรามาลงเที่ยวนี้
เรียกว่า อ่าวไร่เลย์ นักท่องเที่ยวเมื่อนั่งเรือมาถึงก็จะพากันมาที่นี่กันก่อนอื่นและ
มีสถานที่สำหรับปีนเขาด้วย ปรากฏว่าไม่มีใครสนใจ ไกด์จึงพาไปยังหาดถ้ำพระนาง

กำลังเดินไปยังถ้ำพระนาง บางท่านก็แวะลงนี้ แต่ทุกคนก็ได้ไปชมถ้ำพระนาง

ที่ศาลมีเขียนที่มาที่ไปศาลนี้ด้วย (เท่าที่จำได้) มีชายและหญิงคู่หนึ่ง อยู่กันมาไม่มีลูกซักที่จึงได้ไป
ขอกับพญานาคพญานาค ซึ่งต่อมาทั้งคู่ก้อได้ลูกสาว แต่พญานาคขอให้สัญญาว่าถ้าหญิงสาวโตขึ้นแล้ว
พญานาคจะมาขอไปเป็นเจ้าสาว แต่ต่อมาเมื่อหญิงสาวโตขึ้นก้อได้พบรักกับชายหนุ่ม เมื่อพญานาครู้เรื่อง
จึงโกรธมาก จึงได้ต่อสู้กับชายหนุ่ม ข้ามเดือน ข้ามปี จนชาวบ้านแถวนั้นเดือดร้อนกันถ้วนหน้า หญิงสาว
จึงไปขอร้องพระฤาษีให้มาช่วยสงบศึก พระฤาษีจึงเสกพญานาคให้เป็นเขาล้อมรอบหาดถ้ำพระนาง ส่วน
ชายหนุ่มกลายเป็นเขาล้อมรอบอ่าวไร่เลย์ ส่วนหญิงสาวก้อฆ่าตัวตายที่หาดนี้ จึงเกิดชื่อ ถ้ำพระนาง จริง ๆ
เขาก็บอกชื่อทั้งหมด แต่ไม่ได้เอาปากกาไปด้วย จึงจำไม่ค่อยจะได้ เอาแค่เป็นเรื่องเป็นราวก็แล้วกันครับ

อีกจุดหนึ่งใกล้ ๆ มีปลัดขิกด้วย ไกด์บอกว่าถ้ำพระนางศักดิ์สิทธิ์มาก ใครขออะไรมักจะสมหวัง
แล้วเมื่อได้ตามที่ขอก้อจะเอาปลัดขิกมาแก้บน ในถ้ำพระนางมีปลัดขิกอยู่เยอะมากมายเลยเชียวละ

ลงไปในน้ำถ่ายรูปนี้ใกล้ถ้ำพระนาง เรื่องของเรื่องจะลงไปลดน้ำหนักมากกว่า


หลังจากอยู่ที่หาดพระนางพอสมควรแล้ว จึงไปดำน้ำดูปะการังกันที่ เรือจอดที่ใกล้ ๆ เกาะไก่
หลังจากที่ไกด์ แนะนำการใช้ สน็อกกลิ้ง ( snorkeling ) สำหรับดูบนผิวน้ำจนหลายคนเข้าใจ
ดีแล้ว ตอนแรกเราก็นึกจะไม่ลงเพราะเจ็บใจตัวเองดันลืมเอากล้องที่ถ่ายใต้น้ำมาซะอย่างนั้นแหละ
เห็นเขาเอาขนมปังให้ปลามารอบตัวชักสนุก เอากล้องเก็บกระโดดลงน้ำทันทีโดยไม่ต้องใช้ชูชีพ
เจ้า สน็อกกลิ้ง นี้ใช้เป็นตั้งแต่ตอนไปเที่ยวเกาะกูดแล้วเขาสอนให้ก่อนลงน้ำ เมื่อเรามองใต้น้ำ
เห็นปลาเยอะแยะ ทั้งปลาเสือ ปลาเข็มก็มี ชัดแจ๋วมาก คิดแล้วยังเจ็บใจตัวเองที่ไม่น่าลืมกล้อง

ถ่ายเกาะใกล้ ๆ เกาะไก่ก่อนลงเล่นน้ำ


ไกด์เอาขนมปังมาล่อ ปลาเสือมามุงกันกินแบบเชื่องเยอะไปหมด ชมการถ่ายบนน้ำไปก่อนละกันครับ
หากมีโอกาศจะถ่ายใต้นำมาให้ชม วันนี้ขอเพียงเท่านี้ครับ พรุ่งนี้่จะพาไปชมทะเลแหวกครับ

พรุ่งนี้มาต่อครับ พรุ่งนี้จบจริง ๆ

ออฟไลน์ wisnu 01

  • Global Moderator
  • สมาชิก
  • *
  • กระทู้: 2644
หลังจากอาบน้ำกันพอให้หน้าตัวดำ ๆ ก็ไปต่อยังทะเลแหวก

รอให้น้ำลด คงจะต้องใช้เวลานานทีเดียว

บ้างก็เล่นกันที่หาดทราย

บ้างก็เล่นน้ำต่อเป็นที่สนุกสนาน สังเกตุดูจะเห็นทรายขึ้นมาบ้างแล้ว

หนุ่มสาวต่างชาติสองท่านนี้กำลังตัดสินใจว่าจะไปที่เกาะดีไหมหว่า

ทะเลแหวก ซึ่งทะเลแหวกคือจุดที่ทรายเชื่อมต่อกัน 3 เกาะ คือ เกาะไก่ เกาะหม้อ และเกาะทับ
แต่เสียดายที่วันนี้น้ำยังลงไม่เต็มที่ ทำให้แหวกหากันแค่สองเกาะ ส่วนอีกเกาะนึง น้ำประมาณเข่า

มองดูจะเห็นมีน้ำอยู่สองข้าง แต่อีกสักพักเดียวพอน้ำขึ้นก็เป็นพื้นแผ่นเดียวกัน

ถ่ายไปอีกเกาะหนึ่งซึ่งน้ำกำลังจะลง

น้ำกำลังลดลงเรื่อย ๆ แต่สงกะสัยว่าเราคงไม่มีเวลาที่จะรอจนน้ำลด เพราะได้เวลาทานข้าวเที่ยงแล้ว

ก่อนขึ้นเรือไปกินข้าว นำภาพให้เห็นชัด ๆ ว่า ทะเลแหวกได้จริง ๆ


ภาพสุดท้ายจาก ทะเลแหวก จะเห็นเกาะอะไรมิรุ หน้าเหมือนคน มีสีน้ำของทะเล
แตกต่างกันไป  จะว่าไปแล้วหากเรานำเอาน้ำทะเลมาใส่ในแก้ว ก็จะเป็นว่าจะไม่มี
สีอะไรเลย เหมือนกับที่เราเอาน้ำจากก๊อกมาใส่แก้วเช่นกัน สาเหตุที่น้ำทะเลเป็นสี
ตามที่เห็นในรูป  เนื่องจากแสงของพระอาทิตย์มีอยู่ 7 สี (รุ้งนั่นแหละ) คือ ม่วง คราม
น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง แต่เพราะน้ำทะเลเก็บรับเอาแสงสีแดง สีเหลือง สีแสด
ของพระอาทิตย์เอาไว้ และสะท้อนเอาสีม่วง สีเขียว สีครามและสีน้ำเงินกลับไป จึงทำ
ให้น้ำทะเลลึกเป็นสีน้ำเงิน ส่วนในที่น้ำตื้นๆก็ไม่อาจเก็บเอาสีแดง สีเหลือง และสีแสดไว้ได้หมด
จึงผสมกลมกลืนและสะท้อนเป็นสีครามออกมา นอกจากนั้นในทะเลยังมีพืชและสัตว์ที่มีส่วนทำให้
สีน้ำทะเลไม่เหมือนกัน เช่นสาหร่ายแดงที่ลอยอยู่ในน้ำทะเลก็จะทำให้มองดูน้ำทะเลเป็นสีแดง
นอกจากนี้ คลอโรฟิลล์จะดูดซับสีน้ำเงินและสีแดงจากคลื่นแสง และสะท้อนสีเขียวออกมาซึ่งก็คือ
สิ่งที่เราเห็นในรูปนั่นเอง ฉะนั้น ในที่ซึ่งน้ำทะเลอุดมสมบูรณ์ไปด้วยไฟโตแพลงก์ตอน และแสงสีน้ำเงิน
ถูกดูดซึมไปเป็นส่วนใหญ่ เราจึงจะเห็นน้ำทะเลเป็นสีเขียว แต่ในที่ซึ่งมีไฟโตแพลงก์ตอนน้อยกว่า และ
แสงสีน้ำเงินไม่ได้ถูกดูดซับไปจนหมด  ทะเลจึงดูเป็นสีน้ำเงินหรือสีครามอย่างที่เราเห็นนั่นแหละ

ที่นี้แหละเรียกว่า อ่าวปอดะ เป็นที่ซึ่งไกด์จะพามากินข้าวกันแบบปิคนิค เมื่อขึ้นไปก็มีอาหารให้คนละ 1 กล่อง
น้ำ 1 ขวด ไปหาเลือกนั่งทานเอาเองตามใจชอบ สำหรับทัวส์ที่พาฝรั่งมาก็มีข้าวกล่องแบบนี้เหมือนกัน ทั้งนี้
เนื่องจาก ผู้ที่จะมาดูทะเลแหวก ทุกคนเมื่อถึงเวลาอาหารกลางวัน จะไม่มีอาหารที่ไหนขาย จึงต้องเตรียมเอา
อาหารเตรียมมาเอง หากจะหาซื้อทานที่นี่ก็จะมีจำพวกผลไม้และโซดาชนิดต่าง ๆ เช่น ข้าวโพดผักละ 30 บาท
มะพร้าวผลละ 50 บาท พวกโซดาสีต่าง ๆ เช่นเปปซี่ โค๊ก ตกแล้วขวดละ 30 บาท ดังถ้าหากท่านมาเที่ยวเอง
โดยเช่าเรือไม่ได้มากับทัวส์ก็จะต้องเตรียมอาหารติดไม้ติดมือมาด้วย สถานที่นี้เป็นที่ของส่วนตัวเขายอมให้ใช้
เป็นที่รับประทานอาหาร แต่เมื่อเสร็จแล้วจะต้องใส่ภาชนะให้เป็นที่เป็นทาง (ยังสงกะสัยอยู่ว่าใครน๊ะเป็นเจ้าของ)

หลังจากทานอาหารแล้ว ก็จะมีผลไม้เป็นสัปรด และ แตงโม มาให้แจกให้ทานกัน
สองรอบ สามรอบ จนอิ่มและเหลือ เกิดมีฝรั่งสองคนถามราคา ก็บอกให้เขาเอา
ไปให้ฝรั่งทาน เขาคงอยากทานแต่ไม่รู้จะหาซื้อที่ไหน หลังจากนั้นก็นั่งเล่นดูโน้น
ดูนี้ไปให้หมดเวลา ซึ่งไกด์บอกว่ามีเวลาอีก 1 ช.ม. จากนั้นเราจึงไปเดินถ่ายรูปเล่น

บรรดาต่างชาติ หลังจากทานอาหารกันแล้ว บ้างก็เตรียมตัวลงน้ำ บ้างก็เตรียมอาบแดด



ภาพนี้ถ่ายที่อ่าวปอดะ เป็นภาพสุดท้ายของทริปนี้ครับ หลังจากนั้นบรรดาลูกทัวส์ก็ขึ้นเรือ
กลับไปยังอ่าวนางที่ลงมาขึ้นเรือตอนแรก และต่างก็อาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวเตรียมตัว
ไปดูที่อื่นต่อ สำหรับสถานที่สุดท้ายที่ไปดูคือ สถานเพาะพันธ์ปลา ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยมีใคร
ลงไปดูรวมทั้งเราด้วย ต่างก็นั่งอยู่ในรถบางท่านก็หลับเพราะความเพลีย แต่อย่างไรก็ตาม
ทางทัวส์ก็จะต้องจอดให้บางท่านลงไปตามโปรแกรมที่ไ้ด้วางไว้ หลังจากนั้นก็กลับเข้า กทม.


ตอนที่ผ่านสุราษฏร์ธานี ทัวส์ได้จัดอาหารทะเลที่ร้านพลับพลา อาหารก็อยู่ในระดับใช้ได้
จากนั้นก็นั่งยาวไปจนถึง กทม. แต่เราขอลงที่ โลตัสพระราม 2 นั่งแท๊กซี่กลับบ้าน เป็นอันว่า
การเที่ยวไปกับ หนุ่มสาวทัวส์ ก็จบลงแล้ว ขอขอบคุณครับที่ท่านได้อ่านมาจนถึงจนจบ

ขอขอบคุณ หนุ่มสาวทัวส์ ที่พาไปเที่ยว เยี่ยมมาก ๆ ทั้งอาหาร และ ที่พัก
ตลอดถึงผู้ขับรถทัวส์และพนักงาน โดยเฉพาะคนขับ ๆ ได้ดีทีเดียวกำหนด
เวลาให้จอดยืดเส้นยืดสายทุก 2 ช.ม. แต่ที่จะลืมไม่ได้คือ คุณ เจมส์ และ
คุณเอ็ม รวมถึงน้องที่มาฝึกงาน ที่ได้บริการตลอดทาง ทันที่ที่รถวิ่งออกทุกครั้ง
จะมีน้ำหรือเปปซี่ รวมทั้งผ้าเย็นมาให้บริการทุกครั้ง ขอบคุณมา ณ.ที่นี้ด้วยครับ

ขอขอบคุณ เวปฝากรูป picza.net ที่ได้รับฝากรูปให้หลาย ๆ ท่านรับชมกันครับ


นี่คือตำหนักของพ่อมองตำหนักไปรู้สึกว่าตัวเองยังไม่เคยทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอัน
ให้กับพ่อเลย พระองค์ท่านทรงทำงานเหนื่อยมาตลอดหลายสิบปีไปยังสถานที่ต่าง ๆ
เพื่อช่วยเหลือประชาชนของพระองค์ท่าน ดังนั้นจึงตั้งใจว่าจะต้องทำอะไรสักอย่างให้
พระองค์ท่านตัดสินใจในขณะนั้นว่า จะต้องปฏิบัติธรรมให้ท่านสัก 9 วันในวันที่ 5 ธ.ค.
ที่จะถึงนี้ หรือว่าจะไปนมัสการพุทธสังเวชนียสถาน 4 ถวายให้พระองค์ท่านดีหนอ

ก่อนจบ ขอย้อนภาพที่ทำให้วิษณุนั่งคิดว่าจะทำอะไรดีในวันที่ 5 ธ.ค. ตกลงได้
ตัดสินใจแล้ว ไปนมัสการพุทธสังเวชนียสถาน 4 ถวายให้พระองค์ท่านคงจะดีแน่
เขาพาไปทัสมาฮาลด้วย ท่านที่ติดตามไปเรื่อย ๆ ก็จะได้รับผลบุญไปด้วยครับ
อย่าลืมคอยติดตาม อีกตั้งหลายเดือน แต่วันที่ 1 ก.ย. นี้ คงจะมีรูปมาให้ท่านดูเล่น ๆ กันครับ

 

Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31