24,เมษายน,2014, 07:07:31 am *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก   เว๊บบอร์ด   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2 3 ... 6   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: Re: รวมคำเทศนาหลวงปู่มั่น รวบรวมโดย หลวงตามหาบัว  (อ่าน 28665 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
wisnu 01
Global Moderator
สมาชิก
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2621



« เมื่อ: 07,เมษายน,2010, 12:39:21 am »



คำเทศนาของพระอาจารย์มั่น  ภูริภัตตะเถระ
ครั้งที่ 78 รวบรวมโดยหลวงตามหาบัว  ญาณสัมปันโน

จากทุกข์ที่โลกทั้งหลายกลัว ๆ กันได้เลย (ต่อ) ท่่านแสดงธรรมโดยถือเอาพระที่เป็นต้นเหตุ  อาราธนาท่านให้แสดงตามที่รู้ที่เห็นสิ่งต่าง ๆ แก่โลกอย่างไม่มีขอบเขตนั้น  ปรากฏว่าท่านแสดงอย่างเผ็ดร้อนมาก  ทั้งเนื้อธรรมก็ทรงรสชาติอย่างมหัศจรรย์ยากจะได้ยินได้ฟัง  พระผู้เป็นต้นเหตุให้ท่านต้องแสดงก็ไม่น่าจะผิดตามที่ท่านดุด่าขู่เข็ญ  แต่อาจเป็นอุบายวิธีอาราธนาให้ท่านแสดงธรรมโดยทางอ้อมก็ได้  เท่าที่เคยสังเกตุท่านตลอดมา  ถ้าท่านแสดงธรรมตามปกติไม่มีอะไรเข้าไปสัมผัสหรือกระเทือนถึงใจ  หรือถึงธรรมท่าน  ท่านชอบแสดงไปเรียบ ๆ แม้จะแสดงธรรมชั้นสูงก็ทำนองเดียวกัน  ผู้ฟังรู้สึกจะขาดอะไร ๆ อยู่บ้างไม่จุใจ  แต่ถ้ามีรายใดรายหนึ่งก่อเหตุขึ้นเป็นเชิงเรียนถามปัญหาท่านหรือสนทนาธรรมต่อหน้าท่านแบบผิด ๆ ถูก ๆ พอให้ท่านรำคาญ  หรือธรรมที่กำลังสนทนากันไปสดุดใจท่้านเข้าขณะนั้น  นั้นแลเป็นขณะที่ธรรมภายในใจท่านเริ่มไหวตัวออกมาผิดปกติและแสดงออกมาทางวาจาอย่างเผ็ดร้อนถึงใจ  ทั้งท่านผู้แสดงและผู้ฟังอย่างเพลินใจ  และทุกครั้งที่ท่านแสดงแบบนี้  ต้องเป็นที่ซาบซึ้งดื่มด่ำเหลือที่จะพรรณาให้ถูกต้องกับความรู้สึกได้  ผู้เขียนซึ่งเป็นผู้มีนิสัยหยาบจึงชอบฟังธรรมที่ท่านแสดงแบบนี้มากกว่าแบบอื่น ๆ เพราะเห็นว่าถูกกับจริตนิสัยที่หยาบของตนมาก  ฉะนั้น  ผู้ที่เป็นต้นเหตุอาราธนาท่านด้วยอุบายวิธีต่าง ๆ ถึงกับท่านได้แสดงธรรมแบบเผ็ดร้อนออกมานั้น จึงเข้าใจว่าเป็นความแยบคายของแต่ละองค์จะหาอุบายแสดงออกตามสติปัญญาของตน  ซึ่งไม่ควรจะผิดไปทีเดียว  อาจมีเจตนาเพื่อประโยชน์แก่ตนแฝงอยู่กับคำอาราธนานั้นด้วย  ทั้งนี้เมื่อมาถึงวาระของผู้เีขียนได้สดับธรรมจากท่านจริง ๆ แล้ว  โดยมากได้ฟังธรรมเด็ดเดี่ยวที่ทำให้เกิดความอาจหาญร่าเริง  มักจะเกิดจากวิธีเรียนถามปัญหาซอกแซกกับท่านมากกว่าวิธีอื่น ๆ ขณะท่านอธิบายธรรมก็ถูกกับจุดที่ต้องการ  ซึ่งผิดกับการแสดงแบบแกงหม้อใหญ่เป็นไหน ๆ   ดังนั้น เมื่ออยู่กับท่านนาน ๆ ไป  ก็ค่อยทราบวิธีแสดงหาธรรมกับท่านอย่างกว้างขวางออกไป  ไม่รอคอยให้ท่านหยิบยื่นให้ฝ่ายเดียว  ยังพอมีอุบายขอร้องต่าง ๆ พอให้ท่านเมตตาบ้าง  โดยมิใช่วันประชุมแสดงธรรมตามปกติ

ท่านพิจารณาเห็นถ่ำด้วยตาทิพย์

ท่านกับหมู่คณะราว 3-4 องค์เที่ยววิเวกมาพักอยู่ถ่ำเชียงดาวได้ประมาณสองคืน  พอตื่นเช้าคืนที่สามท่านบอกว่า  คืนนี้ภาวนาเห็นถ่ำใหญ่และกว้างขวางน่าอยู่มากอยู่บนยอดเขาสูงและชัน  ถ่ำนี้สมัยก่อน ๆ เคยมีพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายมาพักเสมอ  แต่พระเราสมัยนี้ไปอยู่ไม่ได้เพราะสูงและชันมาก  ทั้งไม่มีที่โคจรบิณฑบาต  ท่านสั่งให้พระขึ้นไปดูถ่ำนั้น และกำชับว่า  ก่อนขึ้นไปต้องเ้ตรียมเสบียงอาหารขึ้นไปพร้อม  ทางขึ้นไม่มี ให้พยายามปีนป่านขึ้นไปโดยถือเอายอดเขาลูกนั้นเป็นจุดหมาย ถือถ่ำที่ว่านี้อยู่ใต้ยอดเขานั้นเอง  พระและโยมได้พากันขึ้นไปดูตามที่ท่านบอก เมื่อขึ้นไปถึงแล้วปรากฏว่าถ่ำนั้นสวยงามและกว้างขวางมาก ดังที่ท่านว่าจริง ๆ อากาศปลอดโปร่งสบายน่าอยู่มาก  พระเกิดความชอบใจอยากพักอยู่บำเพ็ญสมณธรรมเป็นเวลานาน ๆ แต่จำเป็นด้วยที่โคจรบิณฑบาตไม่มีเพราะถ่ำอยู่สูงและห่างไกลจากหมู่บ้านมาก  พอเสบียงจวนหมดจำต้องลงมา เมื่อลงมาถึงที่พัก ่่ท่านถามว่าเป็นอย่างไร  ถ่ำสวยงามน่าอยู่ไหม ผมเห็นในนิมิตภาวนารู้สึกว่าถ่ำนั้่นทั้งกว้างขวางและสวยงามมากจึงอยากให้หมู่เพื่อน ๆ ขึ้นไปดู  ใครา ๆ คงชอบกันแน่ ๆ แต่ก่อนผมก็ไม่ได้สนใจพิจารณาว่าจะมีสิ่งแปลก ๆ อยู่ในภูเขานี้  แต่พอพิจารณาจึงทราบว่ามีของแปลกและอัศจรรย์อยู่ที่นี่มากมายหลายชนิด  ในถ่ำที่พวกท่านขึ้นไปดูนั้นยังมีรุกขเทพ อารักอยู่เป็นประจำตลอดมามิได้ขาด  ใครไปทำอะไรไม่สมควรในที่นั้นไม่ได้ต้องเกิดเป็นต่าง ๆ ขึ้นมาจนได้  ขณะที่สั่งให้พวกท่านขึ้นไปดู ผมก็ลืมบอกไปว่าที่นั้นมีพวกเทพฯ อารักขาอยู่ ควรพากันสำรวมระวังมรรยาทและอาการทุกส่วน อย่าไปส่งเสียงอื้ออึงผิดวิสัยของสมณะ  เกรงว่าจะเกิดความไม่สบายต่าง ๆ ขึ้นมา เพราะความไม่พอใจของพวกเทพฯ ที่อารักขาอยู่ในสถานที่นั้น  อาจบันดาลเป็นเป็นต่าง ๆ ขึ้นมาได้  พระที่ขึ้นไปได้กราบเรียนท่านตามที่ได้ประสบมาและแสดงความประสงค์อยากอยู่ถ่ำนั้นเป็นเวลานาน ๆ  ท่านตอบว่าแม้จะสวยงามและน่าอยู่เพียงไรก็อยู่ไม่ได้  เพราะไม่มีข้าวจะกิน  ดังนี้อาการที่ท่านพูดกับพระีที่ไปดูถ่ำกลับลงมา เป็นคำพูดธรรมดา ๆ ประหนึ่งท่านเคยเห็นถ่ำนั้นด้วยตามาแล้วหลายครั้งทั้งที่ไม่เคยขึ้นไปเลย เพราะอยู่สูงและชัน ขึ้นลงลำบากมาก  แต่กลับถามว่าน่าอยู่ไหม  ซึ่งเป็นคำพูดออกมาจากความแน่ใจจริง ๆ มิได้สงสัยว่าความรู้ทางด้านภาวนาจะโกหกหลอกลวงเลย ที่ท่านเตือนพระให้สำรวมเวลาพักอยู่ในที่ต่าง ๆ  ไม่เฉพาะเพียงถ่ำนั้นแห่งเดียว  นั้นเกี่่ยวกับพวกทพฯที่สถิตอยู่ในที่นั้น ๆ ซึ่งชอบความเป็นระเบียบงามตาและชอบสะอาดมาก  เวลาพวกรุกขเทพฯมาเห็นอากัปกิริยาของพระที่จัดวางอะไรไว้ไม่เป็นระเบียบ เช่น การหลับนอนไม่มีมรรยาท นอนหงายเหมือนเปรตทิ้งเนื้อทิ้งตัว บ่นพึมพัมด้วยการละเมอเพ้อฝันไปต่าง ๆ เหมือนคนไม่มีสติ  แม้จะเป็นสิ่งสุดวิสัยของคนนอนหลับจะรักษาได้ก็ตาม แต่พวกเทวดามีความอิดหนาระอาใจอยุ่เหมือนกัน  และเคยนำมาเล่าให้ท่านอาจารย์มั่นทราบเสมอ

และเล่าว่า  พระซึ่งเป็นเพศที่น่าเลื่อมใสและเย็นตาเย็นใจแก่โลกที่ได้ยินได้เห็นจึงควรสำรวมระวังกิริยามารยาททั้งการหลับนอนและเวลาปกติ  พอเป็นความงามตาเย็นใจแก่ตนและทวยเทพฯตลอดมนุษย์ทั้งหลายบ้าง ไม่แสลงตาแสลงใจจนเกินไป  เมื่อยังพอมีทางรักษาได้อยู่  ไม่อยากให้เป็นไปแบบฆราวาสซึ่งไม่มีขอบเขตหรือปล่อยไปตามยถากรรมจนเกินไป เพราะสิ่งเหล่านี้ย่อมอยู่ในวินัยของพระจะำทำได้ การเล่าเรื่องนี้มิได้มุ่งมั่นมาตำหนิติเตียนพระว่าไม่ดีโดยถ่ายเดียว  แต่เทวดาทั้งหลายก็มีส่วนแห่งความดีและเจตนาหวังเทิดทูนพระศาสนา  พร้อมทั้งมีความพอใจกราบไหว้พระสงฆ์ผู้มีมรรยาทอันดีประจำนิสัยของพวกเทวดาเหมือนกัน  จึงใคร่ขอกราบท่านเพื่อได้ตักเตือนพระสงฆ์ที่เป็นลูกศิษย์  ได้ตั้งอยู่ในท่าสำรวมพอเป็นที่งามตา  แก่มนุษย์มนาตลอดเทวดาอินทร์ดดพรหมทั้งหลายบ้าง  เทวดาทั้งหลายก็จะพลอยมีส่วนเพิ่มพูนความเคารพเลื่อมใสขึ้นอีกมากมายจากความดีของพระที่น่าเลื่อมใส  นี้เป็นคำของพวกเทวดามาเล่าถวายท่าน  ดังนั้นเวลาท่านกับพระลูกศิษย์พักอยู่ในป่าในเขาลึก ซึ่งเป็นที่สถิตของพวกรุกขเทวดา ท่านจึงคอยเตือนพระอยู่เสมอเกี่ยวกับการวางบริขารเครื่องใช้สอยต่าง ๆ ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย  ตลอดผ้าเช็ดเท้าก็สั่งให้พับและเก็บไว้อย่างเป็นระเบีัยบ  ไม่ให้ทิ้งระเกะระกะ  การขับถ่ายก็ให้เป็นที่เป็นทาง  และกำหนดทิศทางว่าควรจะทำส้วมสำหรับถ่ายในที่เช่นไร  บางครั้งท่านก็สั่งพระตรง ๆ เลยว่า ไม่ใ้ห้ไปทำส้วมหานักส้วมเบาทางทิศนั้นหรือต้นไม้นั้น  เพราะพวกเทวดาที่สถิตอยุ่หรือเทวดามาทางทิศนั้นจะรังเกียจและยกโทษเอาดังนี้ก็มี  ถ้าเป็นพระที่รู้เรื่องของพวกเทวดาได้ดีอยู่แล้วก็ไม่หนักใจที่ท่านอาจารย์จะต้องบอกกล่าว  เพราะพระองค์นั้นย่อมทราบวิธีปฏิบัติต่อเทวดาโดยถูกต้อง  และพระที่เป็นลูกศิษย์พระอาจารย์มั่นมีความสามารถในทางนี้อยู่ไม่น้อย  เป็นแต่ความรู้ของท่านเป็นประเภคป่า ๆ จึงไม่อาจแสดงตัวอย่างเปิดเผย  กลัวนักปราชญ์จะหัวเราะเยาะ  เราพอทราบได้เวลาท่านสนทนากันเรื่องเทวดาประเภคและภูมิต่าง ๆ กันมาเยี่ยมท่าน เขามีเรื่องอะไรบ้างมาสนทนาหรือถามปัญหาท่าน ๆ นำมาเล่าสู่กันฟัง  เราก็พลอยทราบภูมิจิตใจท่านเกี่ยวกับทางนี้ไปด้วย    ในถ่ำเชียงดาวซึ่งมิใช่ถ่ำยาวเข้าไปในกลางเขา  ที่ประชาชนชอบเข้าไปเที่ยวกันเป็นประจำ  แต่เป็นถ่ำหนึ่งซึ่งสูงขึ้นไปกว่าถ้ำที่ท่านพักอยู่  ท่านว่าในถ้ำที่ท่านพักมีพญานาคตนหนึ่งรักษาถ้ำอยู่เป็นประจำมาเป็นเวลานาน  แต่รู้สึกจะเป็นพญานาคมิจฉาทิฏฐิ  จึงชอบยกโทษพระไม่มีประมาณแห่งความพอดี  ขณะท่านพักอยู่กถ้ำนั้นถูกพญานาคตำหนิติเตียนด้วยเรื่องต่าง ๆ อยู่เป็นประจำ


ขอท่านโปรดติดตามครั้งที่ 79 ในวันที่ 12 เมย.นี้เจ้าค่ะ
ขออนุโมทนาค่ะ



http://www.namjaidham.net/forum/index.php?action=recent;start=70
บันทึกการเข้า
wisnu 01
Global Moderator
สมาชิก
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2621



« ตอบ #1 เมื่อ: 12,เมษายน,2010, 06:55:39 am »



คำเทศนาของพระอาจารย์มั่น  ภูริภัตตะเถระ
ครั้งที่ 79 รวบรวมโดยหลวงตามหาบัว  ญาณสัมปันโน

ขณะท่านพักอยู่ถ้ำนั้น ลูกพญานาคตนนั้นตำหนิติเตียนด้วยเรื่องต่าง ๆ อยู่เป็นประจำ (ต่อ) เวลาแผ่แมตตาส่วนกุศลให้ก็รู้สึกว่ารับได้ยาก คงจะเคยมีกรรมกับพระมานานยังไม่จบสิ้นลงได้  ขณะท่านพักอยู่ที่นั้นจึงยกโทษอยู่เป็นประจำแทบทุกอิริยาบทแม้ขณะหลับ  ตอนกลางคืน  เวลาท่านใส่รองเท้าเดินจงกรมมีเสียงดังบ้างก็ว่า สมณะอะไรเดินจงกรมมีเสียงดังราวกะเสียงม้าแข่ง  ไม่สำรวมระวังบ้างเลย  เสียงรองเท้ากระทบดินและหินกระเทือนทั่วภูเขาไม่คิดว่าใครจะมีความลำบากรำคาญบ้างเลยดังนี้  ทั้งที่ท่านก็เดินไปมาอย่างเบา ๆ ในท่าสำรวมของผู้บำเพ็ญธรรม  ไม่ได้ผิดปกติไปจากธรรมดาเลย  พอท่านทราบว่าพญานาคยกโทษก็พยายามระวังเดินเบา ๆ  ก็ยังถูกว่าอีกว่า สมณะอะไรเดินจงกรมราวกับเขาด้อมจะยิงนก บางครั้งเท้าท่านไปสะดุดหินทางจงกรมมีเสียงดังตุ๊บตั๊บบ้างเท่านั้น  ก็ว่าสมณะอะไรเดินจงกรมราวกับเขาเต้นระบำโป๊ โขยกเขยกไม่สำรวมระวังบ้างเลย  บางคราวท่านตกแต่งทางเดินจงกรมพอเดินได้สะดวก  ไม่ขรุขระเกินไปพอยกหินก้อนนั้นมาวางก้อนนี้มาวางเรียงรายตามทางจงกรม  ก็ว่าสมณะอะไรไม่สำรวมจับโน้นโยนนี่อยู่ไม่เป็นสุข  ไม่คิดว่าศีรษะใครจะแตกเพราะความกระทบกระเทือนจากความอยู่ไม่เป็นสุขของตน  ไม่ว่าการไปการมา  การเข้าออกนอกในบริเวณนั้น  ท่านต้องทำความระมัดระวังเป็นพิเศษ  แม้เช่นนั้นยังต้องได้รับความตำหนิจากพญานาคตัวมิจฉาทิฏฐิจนได้  ตอนกลางคืนท่านพักจำวัดขณะหลับไป  อวัยวะต่าง ๆ อาจไหวติงไปบ้าง  พอตื่นนอนขึ้นมาความรู้สึกที่บันทึกไว้โดยตลอดก็บอกว่า  พญานาคตำหนิว่า ท่านนอนทำเสียงตุกติกบ้าง  เสียงหายใจฟูดฟาดบ้าง  เสียงกรนบ้าง  ร้อยแปด  ขณะท่านกำหนดจิตดูพญานาคตนขี้โมโหและแสนยกโทษเก่งทีไร  ปรากฏว่าโผล่ศีรษะออกมาคอยจ้องมองท่านอยู่เป็นประจำ ประหนึ่งไม่ยอมพลิกสายตาไปที่อื่นเลย  ถ้าเป็นคนก็หน้าเสือใจยัีกษ์  ท่านว่า  ไม่ยอมรับส่วนบุญจากใครเลย  ตั้งหน้าสร้างแต่ความโมโหโทโสอันเป็นไฟเผาตัวอยู่ตลอดเวลา  ท่านเองก็เมตตาสงสาร กลัวพญานาคตนนั้นจะเป็นบาปกรรมหนักเข้าทุกที  แต่ก็สุดวิสัยที่จะอนุเคราะห์ได้ในระยะนั้น  เพราะเธอไม่มาสนใจในเหตุผลอรรถธรรมเอาเลย  มีแต่คอยยกโทษอยู่ท่าเดียว  บางครั้งท่านก็เตือนเธอให้ทราบเรื่องของสมณะบ้าง  เฉพาะอย่างยิ่งท่านอธิบายเรื่องขององค์ท่านเองให้พญานาคทราบว่า  ท่านมิได้มาเพื่อก่อกรรมทำเข็ญให้แก่ผู้หนึ่งผู้ใด  นอกจากมาบำเพ็ญประโยชน์และประโยชน์ผู้อื่น  อย่างเต็มกำลังที่จะทำได้เท่านั้น ท่านไม่ควรติดใจใฝ่ต่ำว่า  อาตมาจะมาทำความเดือดร้อนเสียหาย  แต่พยายามทำความดีทุกขณะที่ระลึกได้  ผลบุญที่บำเพ็ญมามากน้อยก็ได้แผ่ไปยังสัตว์ทั้งหลายไม่มีประมาณ  ท่านเป็นผู้หนึ่งในจำนวนสัตว์โลกที่ควรจะไ้ด้รับส่วนบุญที่อาตมาแผ่อุทิศให้ จึงไม่ควรเดือดร้อนเสียใจว่าอาตมา จะมารบกวนความสุขที่ควรได้ การเคลื่อนไหวต่าง ๆ ก็เป็นธรรมดาของคนที่ยังเป็นอยูซึ่งทั่วโลกจะต้องมีการพลิกไปเปลี่ยนมา นอกจากคนตายและสัตว์ตายแล้วเท่านั้น จะไม่มีกระดุกกระดิก  อาตมาแม้เป็นสมณะซึ่งเป็นเพศที่สำรวม แต่มิได้สำรวมแบบคนตาย

เพราะลมหายใจยังมีอยู่จึงจำต้องสูดเข้าสูดออกค่อยบ้างแรงบ้าง  ขณะหลับลมหายใจก็ยังทำงาน และร่างกายทุกส่วนยังทำงานเช่นกันซึงจำเป็นต้องมีเสียงอยู่บ้างเป็นธรรมดา  ขณะตื่นนอนออกเดินจงกรม  และทำกิจธุระบางอย่าง  ก็ย่อมทราบว่าทำงานและจำต้องมีเสียงเช่นกัน แต่ก็มิได้เลยขอบเขต ท่านเคยเห็นสมณะที่ไหนบ้างที่ไม่มีการกระดุกกระดิก  ยืนแข็งโด่ราวกับของตายห  เข้าใจว่าคงไม่มีในโลกมนุษย์เรา  การเดินจงกรมก็พยายามเดินค่อยเป็นค่อยไปในท่าสำรวมแต่ก็อดถูกตำหนิจากท่านไม่ได้  ว่าเดินราวกับม้าแข่งเป็นต้น  ความจริงแล้วม้าเข่งซึงเป็นสัตว์เดียรัจฉาน  กับสมณะผู้มีศีลสำรวมเดินจงกรมด้วยท่าระวังตั้งสตินั้น  ผิดกันราวฟ้ากับดิน  ท่านไม่ควรนำมาเปรียบเทียบกัน  ถ้าไม่ใช่ผู้อาภัพในความดีทั้งหลายหมายยึดเอานรกเป็นเรือนนอนเท่านั้น  อาตมาก็สุดวิสัยที่จะปฏิบัติให้ถูกใจไปเสียทุกอย่างทั้งที่ไม่ถูกทาง  ถ้าท่านยังหวังความเจริญเหมือนโลกทั้งหลาย ท่านก็ควรสำนึกในความผิดถูกชั่วดีของตนบ้าง  จะไม่หายแต่นรกเข้าไปเผาใจตลอดเวลา  ยังจะมีทางออกบ้าง การตำหนิติเตียนผู้อื่นแม้เขาจะเป้นผู้ผิดจริงยังจัดว่าเป็นการก่อกวนจิตใจตนให้ขุ่นมัวไปด้วยนั้นเอง  เฉพาการเคลื่อนไหวของอาตมายังมองไม่เห็นว่าได้ผิดพลาดจากหลักของสมณะไปที่ตรงไหนบ้าง  แต่ก็ได้รับความตำหนิจากท่านเรื่อยมา  ท่านนะ ถ้าเป็นคนก็อยู่กับโลกเขาไม่ได้ คงจะเห็นโลกเป็นมูลแห้งมูลสดไปหมด แต่จะสำคัญตนว่าเป็นทองทั้งแ่ท่ง  ที่จะคละเคล้ากับโลกที่เต็มไปด้วยมูลไม่ได้  เพราะความเดือดร้อนวุ่นวายของใจที่คิดแต่เรื่องยกโทษผู้อื่นจนอยู่ไม่เป็นสุข  การยกโทษผู้อื่นโดยไม่มีขอบเขตนักปราชญถือว่าเป็นความผิด  และเป็นบาปกรรมไม่มีชิ้นดีเลย  สำหรับท่านทำไมจึงชอบแสวงยิ่งนัก โดยไม่สนใจว่าสร้างบาปหาบทุกข์ใน่ตัว  ดังท่านตำหนิอาตมา  แต่อาตมาไม่เป็นทุกข์เลย  ส่วนท่านรู้สึกกระวนกระวายแส่ส่ายอยู่ภายในไม่เป็นสุข  เมื่อผลก็เห็น ๆ กันอยู่ประจักษ์ใจ แต่ทำไมท่านจึงไม่ทราบว่าความคิดนั้นเป็นทางแห่งความผิด  ท่านคิดอะไรออกมาอาตมาทราบอยู่อย่างเต็มใจ พร้อมทั้งให้อภัยอยู่ตลอดมา  แต่ท่านก็ยังตั้งหน้าตั้งตาสร้างเอาสร้างเอา  ในบรรดากรรมทั้งหลายที่จะเผาผลาญตัวให้ฉิบหายย่อยยับ  ท่านช่างเป็นนิสัยไม่เบื่อในบาปกรรมเอาเลย  ถ้าเป็นโรคก็สุดกำลังยาจะแก้ไขให้หายได้ อาตมาเองพยายามแก้ไขอยู่ภายใน และอนุเคราะห์สัตว์ร่วมโลกมากมายหลายจำพวกมาเป็นเวลานาน  มนุษย์เปรตผีเทวบุตรเทวดาอินทร์พรหมยมยักษ์ตลอดพญานาคที่มีฤทธาศักดานุภาพมากกวาท่านเป็นไหน ๆ  ท่านเหล่านั้นยังยอมรับความจริงจากธรรมาของพระพุทธเจ้า  ไม่มีใครยกโทษโกรธเคืองว่าธรรมไม่ดี  ยังยอมรับนับถือกันทั่วโลกธาตุ  แต่มาประหลาดเฉพาะท่านเพียงผู้เดียวที่เป็นสัตว์โลกที่แปลกและพิสดารอยู่ไม่น้อย  ไม่ยอมรับความจริงจากอะไรเอาเลย  สิ่งที่ท่านยอมรับและชอบใจไม่มีวันอิ่มพอนั้น  คือการติเตียนยกโทษโกรธกริ้วผู้อื่นที่ไม่มีความผิด

สิ่งนี้ท่านเข้าใจว่าเป็นความรุ่งเรืองสำหรับท่าน  จึงพยายามสั่งสมไม่ยอมลดละปล่อยวาง  ฉะนั้น  คติของท่านจึงไม่มีนักปราชญท่านใดยืนยันรับรองได้ว่าปลอดโปร่งโล่งใจ  ในเวลาท่านถ่ายคราบจากภพที่กำลังอาภัพอยู่ขณะนี้แล้วจะเป็นผู้ผ่องใสไร้ทุกข์ไม่มีบาปกรรมติดตัว  อาตมาต้องขออภัยที่ได้ตัดสินใจพูดกับท่านอย่างตรงไปตรงมาตามหลักธรรม  ด้วยความหวังดี  มิได้มีสิ่งเป็นพิษแอบแฝงอยู่เลย  นอกจากท่านจะคิดเอาเองตามใจชอบเท่านั้น  ก็๋สุดวิสัยจะทำตามได้ทุกสิ่งซึ่งอาจไม่ควรก็มี นัีบแต่ขณะแรกที่อาตมามาพักอยู่ที่นี่  ได้พยายามทำสำรวมทั้งกิจภายนอกการภายในไม่ประมาท  เพราะทราบดีว่าท่านมาประจำอยู่ ณ ที่นี้ เกรงว่าจะไม่ได้รับความสะดวกใจ และก็ทราบด้วยดีว่าท่านเป็นสัตว์โลกที่มีนิสัยหนักไปในทางชอบแสวงหาโทษผู้อื่นมาเป็นความพอใจ  แม้เช่นนั้นก็ไม่พ้นจากการถูกมองไปในแง่ผิด ๆ ต้องมาเจอเอาจนได้  สำหรับอาตมามีความสุขใจโดยสม่ำเสมอ  แม้จะถูกตำหนิอยู่ทุกขณะที่เคลื่ีอนไหว  แต่เกรงท่านผู้ตำหนิเสียเองจะเป็นบาปหาบทุกข์เพราะขวนขวายอยู่ทุกขณะจิตที่แสดงออก  อาตมามิได้มาแสวงหาบาปหาบกรรมอันเลวทราม  จึงแน่ใจว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ทางการแสดงออกทุกประตู  และไม่กลัวบาปกรรมว่าจะมีทางติดตามได้ นักปราชญ์ทั้งหลายนับแต่เริ่มแรกแยกสมมติออกมาเป็นโลกเป็นธรรม  ท่านมีความยินดีและชมเชยในกุศลผลบุญทั้งหลายที่ท่านสร้างขึ้นเองและผู้อื่นสร้างขึ้น  เพื่อเป็นความร่มเย็นแก่ตน  และทำการอบรมสั่งสอนโลกให้มีความชื่นบานหรรษาในความดีตลอดมาจนถึงสมัยปัจจุบัน  แต่ท่านเองทำไมจึงมีความเห็นผิดแปลกและแหกคอกลอกความดีออกจากตัว  และกลับเมามัวมั่วสุมในสิ่งชั่ว เกลียดกลัวความดีจนฝังใจโดยไม่สนใจระลึกตนบ้างเลย  อาตมาเองแม้ไม่ใช่ผู้เสวยกรรมแทนท่าน  แต่กลัวความทุกข์มหันต์แทนท่าน  ผู้จะรับเสวยผลทนทุกข์อยู่มาก  จึงไม่อยากให้ท่านคิดในสิ่งที่ไม่เป็นมงคลแก่ตน  เพราะความไม่ดีทีทำทุกประเภคล้วนเป็นสิ่งที่มีอำนาจอาจบันดาลให้ผู้ทำให้กลายเป็นผู้ไร้สารคุณโดยสสิ้นเชิง  แต่สิ่งไม่ถึงปรารถนาจะกลายมาเป็นสิ่งทรมานอย่างไม่คาดฝัน  สิ่งนั้นอาตมากลัวมากกว่าสิ่งใด ๆ ในโลก  ความแก่เจ็บตายที่โลกกลัวกัน แต่อาตมามิได้กลัวมากเท่ากลัวบาปกลัวกรรม  การบวชเป็นพระตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนานับว่าเป็นการทรมานใจ ทรมานสันดานของคนมีกิเลสที่ชอบในสิ่งที่หลัีกศาสนาไม่ชอบ  แต่กลับไม่ชอบในสิ่งที่หลักศาสนาสั่งสอนให้ชอบได้เป็นอย่างดี  ความลำบากเพราะการฝืนกิเลสอาตมาก็ทราบ  แต่ก็จำต้องเข้ามาบวชเพื่อทรมานหัวใจตัวเอง  การปฏิบัติตามพระธรรมวินัยทราบว่าลำบากทุกระยะที่ฝืนทรมาน  แต่ก็จำต้องทรมานเพราะอยากดี  และอยากหลุดพ้นจากกรรมอันลามก คือ กิเลสตัวไม่ยอมลงรอยเหตุผล และอรรถธรรมของพระพุทธเจ้า  แม้การมาพักบำเพ็ญประพฤติตัวเป็นคนเหลือเดนไม่คิดคุณค่าในชีวิตอยู่ในถ้ำเวลานี้ เพราะกลัวบาปกลัวกรรมนั่นแล


หลวงปู่มั่นได้ไปปฏิบัติธรรมบริเวณที่พญานาคอาศัยอยู่
พญานาคได้ตำหนิท่านต่าง ๆ นานา ในที่สุดท่านก็ได้อบรมสั่งสอนพญานาค
ซึ่งก็ไม่ทราบว่าพญานาคจะว่าอย่างไร ขอท่านโปรดติดตามครั้งที่ 80 ในวันที่ 13 เมย.นี้เจ้าค่ะ
ขออนุโมทนาค่ะ
บันทึกการเข้า
wisnu 01
Global Moderator
สมาชิก
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2621



« ตอบ #2 เมื่อ: 13,เมษายน,2010, 07:23:35 am »



คำเทศนาของพระอาจารย์มั่น  ภูริภัตตะเถระ
ครั้งที่ 80 รวบรวมโดยหลวงตามหาบัว  ญาณสัมปันโน


เพราะกลัวบาปกลัวกรรมนั่นแล (ต่อ) ไม่ใช่กลัวอะไรที่ไหน และมีได้มาหวังทำลายหรือเบียดเบียนผู้ใดให้ลำบาก แม้สัตว์ทุกประเภคในแหล่งแห่งไตรภพ  อาตมาก็เคารพไม่ดูถูกเหยียดหยาม  โดยถือว่าเป็นเพื่อนผู้ทรงชีพอยู่ด้วยกรรมของตนเช่นเดียวกัน และมีคุณค่าความเป็นอยู่เท่าเทียมกัน ได้บำเพ็ญจิตแผ่ส่วนกุศลให้ความเสมอภาคและความอยู่เป็นสุขโดยทั่วกันตลอดมาไม่เลือกกาลสถานที่  มิได้เย่อหยิ่งจองหองและลำพองตัว  ว่าเป็นมนุษย์และเป็นนักบวชที่มีชาติและเพศอันสูงกว่าเพื่อนสัตว์ผู้เกิดแก่เจ็บตายทั้งหลาย  ท่านก็เป็นสัตว์โลกผู้หนึ่งที่อยู่ในข่ายแห่งกรรมอันเดียวกัน  จึงควรสำนึกใน ดี ชั่ว ทุกข์ สุข ที่มีอยู่กับตัวตลอดมา การยกโทษผู้อื่นโดยขาดความไตร่ตรองนั้น  ไม่มีอะไรดีขึ้นพอได้รับประโยชน์บ้างเลย นอกจากเป็นการสั่งสมโทษและบาปกรรมใส่ตนให้ได้รับความทุกข์  ไม่มีวันสิ้นสุดเท่านั้น จึงควรสลดสังเวชต่อความผิดของตน แล้วงดความรู้ความเห็นชนิดเป็นภัยแก่ตนเสีย ก็จะกลายเป็นผู้ดีมีหวังสุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ใจที่เคยเหี้ยมโหดโกรธกริ้วก็จะมีวันสงบเย็น เวลาถ่ายภพถ่ายชาติเกิดในภพใหม่ชาติใหม่ก็มีหวังผลเป็นกำไรคือมีความสุขเป็นสมบัติ  ไม่ล่มจมระงมทุกข์ไปตลอดกาล  อนึ่ง ไม่ว่าใจคนใจสัตว์ ใจเทวบุตรเทวดาอินทร์พรหมยมยักษ์ในแหล่งโลกธาตุย่อมมีความรู้สึกรักสุขเกลียดทุกข์ และไม่ตำหนิธรรมว่าเป็นข้าศึกต่อตัวเอง  แม้ปฏิบัติไม่ได้เพราะธรรมเป็นธรรมชาติล้ำเลิศในไตรภพมาดั้งเดิม  ถ้ามีทางปฏิบัติหรือเกี่ยวข้องได้เท่าที่กำเนิดและฐานะอำนวยบ้าง สัตว์โลกย่อมพอใจในธรรมเช่นเดียวกับสัตว์ผู้มีกำเนิดที่ควรแก่ธรรมอยู่แล้วเช่นมนุษย์เป็นต้น  ส่วนท่านก็เป็นผู้หนึ่งในจำนวนสัตว์โลกผู้รู้ดีรู้ชั่วอย่างเต็มใจ  พอจะพิจารณาเลือกเฟ้นถือเอาประโยชน์ได้เท่าที่ควร  แต่แล้วทำไมจึงกลายเป็นคนละคนและคนละโลกไปได้  อาตมาเองก็แปลกใจที่ท่านไปพอใจและกอบโกยเอาสิ่งที่นักปราชญ์ทั้งหลายเกลียดกลัวกัน  และชอบตำหนิสิ่งที่นักปราชญ์ท่านชมเชย  คำว่าความทุกข์ท่านเองทั้งทราบทั้งเกลียดทั้งกลัว  แต่สาเหตุที่จะทำให้เกิดทุกข์ท่านทำไมจึงพอใจสั่งสมเอาหนักหนา  คือการทำความพยายามยกโทษผู้อื่น  นักปราชญ์ท่านว่าเป็นการสร้างเหตุแห่งความทุกข์นับแต่น้อยไปจนถึงมากจนถึงขั้นมหันต์ทุกข์ นี่เป็นกิจประจำตัวท่านที่ทำอยู่ทุกขณะอย่างไม่นึกละอายบาป และอาจไม่สนใจว่าอาตมาจะทราบ  แต่อาตมาทราบทุกระยะที่ท่านคิดไม่ดี  และให้อภัยท่านตลอดมา  มิได้ถือโกรธถือโทษอะไรเลย นอกจากสงสารท่านที่กำลังเดินทางผิดเท่านั้น  จึงได้ตัดสินใจแสดงความจริงให้ทราบไม่ปิดบังหากจะพอเกิดประโยชน์แก่ท่านบ้าง  อาตมาก็พลอยยินดีอนุโมทนาด้วย  สำหรับอาตมาเองไม่มีโทษทุกข์ใด ๆ เกิดขึ้นแก่ตัวเองจากความคิดดีชั่วของท่านเป็นต้นเหตุ เพราะมิได้เป็นผู้ก่อขึ้นและเก็บสั่งสมไว้ในใจ มีแต่ความสงบสุขและความสงสารที่เกิดจากการบำเพ็ญมาเป็นเรือนอยู่ของใจเท่านั้น

ขณะที่ท่านอธิบายธรรมในแง่ต่าง ๆ ให้พญานาคฟัง เธอมิได้ตอบรับคำท่านแม้ประโยคหนึ่งเลย แต่มีความคิดแทรกขึ้นมาระหว่าง  ซึ่งพอเป็นประโยชน์แก่เธอบ้างว่าสมณะนี้พูดมีเหตุผลน่าฟัง  แต่เรายังไม่สามารถปฏิบัติตามท่านได้ในระยะนี้เพราะยังมีความยินดีในวิสัยของตนอยู่ จนกว่าจะผ่านพ้นไปจากภพนี้แล้วจึงจะสนใจปฏิบัติ  สมณะนี้มีสิ่งที่น่าเกรงขามอยู่มาก  สิ่งที่ไม่น่ารู้เห็นก็รู้เห็นได้  ความคิดที่เราคิดขึ้นโดยลำพัง  ทำไมสมณะนี้ทราบได้  เราอยู่ในสถานที่ลึกลับทำไมสมณะนี้เห็นได้ เราคิดอะไรสมณะนี้ทราบได้ตลอด  พระที่เคยมาพักอยู่ในถ้ำนี้เป็นจำนวนมากมายแต่ไม่เห็นองค์ใดทราบว่าเราคิดอย่างไรบ้าง  เราอยู่อย่างไรบ้าง ซึ่งนับแต่เรามาอยู่ที่นี่ก็นานแสนนาน  พระบางองค์ถึงกับต้องหนีไปเพราะเราขับไล่ไปด้วยอุบายต่าง ๆ ให้ท่านอยู่ไม่ได้ (ตอนนี้ท่านพระอาจารย์มั่นว่าพญานาคพ่นพิษให้พระที่มาพักอยุ่มีอันเป็นไปต่าง ๆ จนทนอยู่ไม่ได้ จำต้องหนีไป)  แต่สมณะนี้ทำไมรู้เห็นไปเสียทุกอย่าง  กระทั่งความนึกคิดและยังรู้ไปตลอดที่เราคิดต่าง ๆ  แม่ขณะกำลับหลับสนิทอยู่ยังสามารถรู้และนำมาเล่าโดยถูกต้องประหนึ่งไม่หลับเลย  แต่เราทำไมจึงมีทิฏฐิมานะไม่มีแก่ใจที่จะยอมรับนับถือและปฏิบัติตามที่สมณะนี้สั่งสอนบ้าง  เราคงมีกรรมหนามากดังท่านว่าไม่ผิดแน่  เวลาฟังสมณะอธิบายกิจวัตรที่ท่านทำประจำวันมิได่้มีเจตนาเพื่อความกระทบกระทั่งเรา  ทั้ง ๆ ที่ท่านเห็นและทราบความคิดชั่วลามกของเราอยู่ตลอดมา  เราเกิดมาชาตินี้อาภัพ  แม้ใจก็ยังอาภัพอีกทั้งที่รู้ดีรู้ชั่วอยู่อย่างเต็มใจดังสมณะว่าไม่ผิด  เวลาเกิดชาติหน้าก็คงจะเป็นผู้อาภัพอยู่ทำนองนี้ ไม่มีวันสิ้นกรรมได้เลย   อีกพักหนึ่งท่านก็ถามพญานาคว่า  เป็นอย่างไรบ้างที่อาตมาอธิบายธรรมให้ฟังพอเข้าใจบ้างหรือเปล่า  เธอตอบว่า  เข้าใจได้ดีทุกประโยคที่ท่านเมตตาโปรดสัตว์ผู้อาภัพ แต่ตัวผมเองมีกรรมหนามาก  คงยังไม่เบื่อความอาภัพของตน จึงกำลังถกเถียงกับตัวเองอยู่เวลานี้ ยังไม่ลงรอยกันได้เลย  ใจคอยแต่จะไหลลงทางต่ำที่เคยเป็นมาอยู่เรื่อย ๆ ไม่ยอมฟังเสียงอรรถธรรมที่นำมาพร่ำสอนบ้างเลย  ท่านถามว่าใจชอบไหลลงทางต่ำนั้นไหลลงอย่างไร  เธอตอบว่า  ก็ใจชอบแต่จะยกโทษท่านทุกขณะที่เผลอตัวทั้งที่ท่านไม่มีความผิดอะไรเลย  แต่ใจมันก็ชอบคิดของมันอย่างนั้น ไม่ทราบจะปฏิบัติอย่างไรถึงจะพอดีและเห็นโทษในความผิดบ้าง  พอมีทางเดินเพื่อความดีต่อไปได้  ท่านตอบว่า ทุกสิ่งที่เห็นว่าเป็นโทษจริง ๆ ด้วยความสนใจคิดอ่านไตร่ตรอง  ใจก็ย่อมจะเพิกถอนเสื่อมคลายในสิ่งนั้น ไม่กำเริบลำพองอีกต่อไป  แต่ถ้าใจยังฝักใฝ่ไยดี  โดยเข้าใจว่า  สิ่งนั้นยังเป็นคุณ  ก็ย่อมจะสนใจใคร่คิดผลิตโทษขึ้นเผาผลาญตนอยู่เรื่อย ๆ  ไม่มีทางลดหย่อนผ่อนคลายลงอย่างแน่นอน  และนับว้ันที่ใจจะทำความลามกโสมมแก่ตนอย่างไม่มีทางช่วยได้ ถ้าไม่รีบแก้ไขเสียแต่บัดนี้เป็นต้นไป  อาตมาก็เป็นเพียงผู้แนะแนวทางให้บ้างเล็กน้อยเท่านั้น ไม่อาจทำหน้าที่แก้ไข หรือถอดถอนแทนท่านได้ การแก้ไขดัดแปลงจึงเป็นน่าที่ของท่าน  ผู้รับผิดชอบตัวเองจะทำความพยายามเต็มกำลังความสามารถไม่ลดละท้อถอย  สิ่งที่เคยเป็นภัยก็จะค่อยลดตัวลง  สิ่งที่เป็นคุณจะมีทางเจริญได้และลบล้างกันไป จนกลายเป็นความดีล้วน ๆ ไม่มีสิ่งชั่วเข้ามาแอบแฝงแทงใจอีกต่อไป  ถ้าท่านเชื่อธรรมของพระพุทธเ้จ้าที่เคยช่วยโลกให้พ้นทุกข์ภัยตลอดมา  ท่านก็จะเป็นผู้มีธรรมคุ้มครองใจใจที่มีธรรมคุ้มครองหลับและตื่นย่อมเป็นสุข  ไม่กระวนกระวายส่วยแส่  มีตนเสมอภาคต่อสิ่งทั้งปวง  ไม่ชมสิ่งนั้นว่าดี  ไม่ตำหนิสิ่งนี้่ว่าชั่ว จนตัวเองต้องเป็นทุกข์ไปตาม ซึ่งไม่ใช่ทางนักปราชญ์ท่านดำเนินกัน

พอจบคำสนทนาเธอรับคำท่านว่า  จะพยายามทำตามที่ท่านแนะนำ  หลังจากนั้นท่านเองก็ทำความเพียรไปและสังเกตุเธอไป  ผลปรากฏว่าดีขึ้นบ้างตอนที่ขณะจิตเธอซึ่งคอยจะยกโทษท่านบ่อย ๆ ปรากฏขึ้นมาตามนิสัย เธอคอยทำความกวดขันตัวเองอยู่เรื่อย ๆ ไม่ปล่อยตัวดังที่เคยเป็นมานัก  แต่ก็รู้สึกว่าเป็นความลำบากไม่น้อย  เมื่อท่านเห็นความลำบากในการรักษาจิตของพญานาคที่คอยจะคิดไม่ดีอยู่เรื่อย ๆ ท่านเลยหาอุบายลาเธอไปเที่ยวเสียที่อื่น ซึ่งเธอก็ยินดีให้ท่านไป เรื่องพญานาคกับท่านจึงเป็นอันยุติลงแต่เพียงแค่นี้  หลังจากนั้น  ท่านเลยถือเอาเรื่องพญานาคเป็นเหตุอธิบายธรรมเกี่ยวกับนิสัยของคนและสัตว์ต่อไปอีก  เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้นั่งฟังบ้างไม่เสียเวลาไปเปล่า  อันนับว่าเป็นคติได้ดี  จึงนำมาลงเพื่อท่านผู้อ่านนำไปพิจารณา  ถือเอาเป็นคติเท่าที่ควรแก่จริตนิสัยของตน  ท่านว่า...ดีชั่วมิได้เกิดขึ้นมาเอง  แต่อาศัยการทำบ่อยก็ชินไปเอง  เมื่อชินแล้วก็กลายเป็นนิสัย  ถ้าเป็นฝ่ายชั่วก็แก้ไขยาก  คอยแต่จะไหลลงไปตามนิสัยที่เคยทำอยู่เสมอ  ถ้าเป็นฝ่ายดีก็นับวันคล่องแคล่วแกล้วกล้าขึ้นเป็นลำดับ  ฉะนั้น  เด็ก ๆ ที่แรกเกิด พ่อแม่ที่ฉลาดจึงต้่องพยายามอบรมในทางที่ดีก่อนที่จะสายเกินไป  และหาพี่เลี้ยงที่เหมาะสมมาบำรุงรักษาไม่ให้ปล่อยไปตามยถากรรม  เพราะเด็กเริ่มศึกษาวิชาหลักธรรมชาติมาแต่อ้อนแต่ออก  ไม่ขาดวรรคขาดตอนเหมือนไปเรียนที่โรงเรียน  หลักวิชาธรรมชาตินี่แล  เป็นวิชาที่ฝังนิสัยเด็กได้ดีกว่าวิชาแขนงอื่น ๆ เพราะมีอยู่ทั่วไปทั้งในบ้านนอกบ้านในสถานที่เรียนและนอกสถานที่เรียน  เด็กสามารถเรียนและจดจำได้ทุกกาลสถานที่ที่สิ่งนั้น ๆ มาสัมผัสทางทวารอายตนะภายนอกคือ  รูปเสียง  เป็นต้น  นั่นแลเป็นเหมือนแผ่นกระดาน  และตัวหนังสือที่เต็มไปด้วยความหมายดีชั่วต่าง ๆ ทั้งจากเด็กด้วยกันทั้งจากผู้ใหญ่ชายหญิงไม่เลือกหน้า  ทั้งจากโรงหนังโรงละครโรงอะไรต่าง ๆ ที่มีอยู่ทั่วไป  ไม่มีวันเวลาบกพร่อง  หลักธรรมชาติเหล่านี้แลเป็นครูเครื่องพร่ำสอนเด็ก ๆ ที่พร้อมอยู่แล้ว  ในการสำเนียกศึกษาได้เป็นอย่างดี  และมีการรับถ่ายทอดไปตลอดสาย  ถ้าเป็นฝ่ายชั่วก็พาให้เด็กชั่วได้จริง  ถ้าเป็นฝ่ายดีก็พาให้เด็กดีได้จริง  การเห็นการได้ยินอยู่บ่อย ๆ เด็กย่อมถือเอาเป็นเยี่ยงอย่างไปวันละเล็กวันละน้อย  นายไปก็กลายเป็นนิสัยไปเอง  ถ้าลงได้เป็นนิสัยแล้วไม่ว่าทางชั่วทางดียอ่มมีทางระบายออกได้ทางไตรทวาร  ไม่ยากเย็นอะไร  ที่คนชั่่วทำชั่วได้ง่ายและติดใจไม่ยอมแก้ไขก็ดี  คนทำดีได้ง่ายและติดใจกลายเป็นคนรักศีลรักธรรมไปตลอดชีวิตก็ดี  ก็เพราะหลักนิสัยเป็นสำคัญ  ลำพังการฝืนทำทั้งที่นิสัยไม่อำนวยมาก่อน  ย่อมลดละปล่อยวางได้ง่ายจนกว่าจะปรากฏผลเป็นน้ำเชื่อมที่มีรสดื่มด่ำแก่ใจแล้วนั่นแล  จึงจะเกิดความพอใจในงานนั้น ๆ ทั้งชั่วและดี  ไม่ยอมปล่อยวางอย่างง่ายดาย  ฉะนั้น  กลักนิสัยจึงเป็นสิ่งสำคัญมากในตัวบุคคลและสัตว์  การทำอะไรจนกลายเป็นนิสัยแล้วเป็นสิ่งที่แก้ได้ยาก  จึงไม่ควรทำแบบสุ่มเดาโดยมิได้ใคร่ครวญให้รอบคอบก่อน  เราพอทราบได้จากการฝึกฝนตนในทางที่ดีจนเคยชินต่อนิสัย  เช่น  การเที่ยวที่มีเหตุผลควรเที่ยว  การจ่ายทรัพย์เพื่อประโยชน์แก่ตนและครอบครัวอย่างมีเหตุผล  การรับประทานเป็นเวล่ำเวลาไม่พร่ำเพรื่อ  การหลับนอนและการตื่นนอนตามเวลา  การฝึกมรรยาทและความประพฤติในทางที่ดีงาม  ฝึกฝนด้วยความสนใจไม่ลดละจนเป็นนิสัยเคยชินแล้ว  ย่อมสะดวกราบรื่นต่อตัวเองในวาระต่อไปไปเอง



โปรดติดตามต่อในวันจันทร์ที่ 19 เม.ย.กลีับมาจากสงกราณพอดี ขอให้ท่านมีความสุข
ในช่วงปีใหม่นี้ คราวหน้าท่านจะได้พบกับพระอรหันต์ 3 องค์มานิพพานที่ถ้ำเชียงดาว
ขออนุโมทนาเจ้าค่ะ



<a href="http://www.divingcat.com/12boat.swf" target="_blank">http://www.divingcat.com/12boat.swf</a>
บันทึกการเข้า
~ lady of gold ~
Administrator
สมาชิก
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5430



อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: 13,เมษายน,2010, 10:25:56 am »



<a href="http://spamtheweb.com/ul/upload/130410/37247_ggg.swf" target="_blank">http://spamtheweb.com/ul/upload/130410/37247_ggg.swf</a>

มาศึกษาพรพธรรมคำสอนหลวงปู่มั่นคับ ...
บันทึกการเข้า

wisnu 01
Global Moderator
สมาชิก
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2621



« ตอบ #4 เมื่อ: 20,เมษายน,2010, 08:53:59 am »


<a href="http://www.youtube.com/v/TL21EK_LRLM?autoplay=1&amp;amp;hl=th_TH&quot;" target="_blank">http://www.youtube.com/v/TL21EK_LRLM?autoplay=1&amp;amp;hl=th_TH&quot;</a>

คำเทศนาของพระอาจารย์มั่น  ภูริภัตตะเถระ
ครั้งที่ 81 รวบรวมโดยหลวงตามหาบัว  ญาณสัมปันโน


ย่อมสะดวกราบรื่นต่อตัวเองในวาระต่อไปไปเอง (ต่อ) ไม่ต้องฝึกฝนกันอยู่เรื่อยเหมือนขั้นเริ่มแรก  เพียงเท่านี้ก็พอจะทราบได้ว่านิสัยเป็นสิ่งที่ฝึกได้ไม่เหลือบ่ากว่าแรง เป็นแต่เพียงควรใช้ความเพียรพยายามบ้างในเบื้องต้น การฝึกเด็กหรือเราซึ่งเป็นผู้ใหญ่ก็ฝึกในทำนองเดียวกัน  เราต้องการของดีคนดีก็จำต้องฝึก ฝึกจนดี  จะพ้นการฝึกไปไม่ได้  งานอะไร ๆ ย่อมมีการฝึกกันทั้งนั้น โลกถึงได้เรียกกันว่า ฝึกงาน  ฝึกสัตว์ ฝึกคน ฝึกตน ฝึกใจตลอดมา  นอกจากตายเสียเท่านั้นจึงหมดการฝึกกัน  สิ่งใดที่ทำกันยังไม่เป็นเมื่อต้องการเป็นในสิ่งนั้นก็จำต้องฝึกและฝึกจนเป็นงานเป็นการ เป็นคนดีสัตว์ดี รวมลงในคำว่าฝึกนี้ทั้งสิ้น  จึงควรพิจารณาให้ถึงใจปฏิบัติให้เกิดผล คำว่าดีจะเป็นสมบัติของผู้ฝึกดีแล้วแน่นอน  ได้นำเรื่องนิสัยที่ท่านพระอาจารย์มั่นอธิบายมาลงบ้างเล็กน้อย  พอเป็นคติแก่พวกเราที่ำกำลังอยู่ในข่ายแห่งธรรมนี้ จึงขอยุติไว้เพื่อดำเนินเรื่องใหม่ต่อไป

พระอรหันต์มานิพพานที่ถ้ำเชียงดาว 3 องค์

ขณะีที่ท่านพักอยู่ที่เชียงดาวปรากฏนิมิตต่าง ๆ ที่ประทับใจมากมายหลายนิมิต  แต่จะนำมาลงเ่ท่าที่ควร  คือตอนกลางคืนดึกสงัดแทบทุกคืน มีเทวดามาจากเบื้องบนชั้นต่าง ๆ บ้าง มาจากเบื้องล่างที่ต่าง ๆ บ้าง มาฟังเทศน์ท่านคืนละ 3 พวกบ้าง 2 พวกบ้าง 1 พวกบ้าง  ตามเวลาที่ท่านนัดให้มา  และมีพระอรหันต์มาสัมโมทนียกถาธรรมเครื่องรื่นเริงกับท่านเสมอมิได้ขาด  พระอรหันต์ที่มานั้น  ต่างองค์ต่างแสดงวิธีนิพานของตนท่าต่าง ๆ ให้ท่านดูบ้าง ทั้งองค์ที่มานิพานในถ้ำนั้นและนิพพานในที่อื่น ๆ ก็มาแสดงในที่นั้นบ้าง  พร้อมคำอธิบายประกอบด้วย  ขณะที่แต่ละท่านแสดงวิธีนิพพานท่าต่าง ๆ ให้ท่านดูและฟังอย่างถึงใจ  ขณะที่ฟังท่านเล่า  เกิดความสลดสังเวชตนและน้อยใจว่า  ตนมีวาสนาน้อย  ตาหูใจก็มีอยู่อย่างท่าน แต่ไม่สามารถเป็นอย่างท่านได้ ทั้งเกิดความปิติ ทั้งเกิดความน้อยใจเสียใจ ทั้งหัวเราและร้องไห้ ก็เป็นไปในเวลาเดียวกัน แต่การร้องไห้ได้พยายามเก็บไว้ในส่วนลึก ไม่กล้าแสดงออก
อย่างเปิดเผย กลัวหมู่เพื่อนจะว่าบ้า เพราะขณะนั้นก็เป็นบ้าอย่างลึก ๆ อยู่แล้ว คำสัมโมทนียกถาธรรมที่่พระอรหันต์แต่ละองค์แสดงแก่พระอาจารย์มั่นนั้น เป็นคำจับใจไพเราะมาก  ยากที่จะหาคำพูดในโลกมาเทียบให้เสมอเหมือนได้  แม้ผู้เขียนเองก็ไม่แน่ใจว่าจะนำมาลงตามแบบฉบัยของท่านแท้ได้ จึงขออภัยท่านผู้อ่านไว้ด้วยความจนใจ  ที่พอจับใจความได้จากท่านมีดังนี้  พระอรหันต์ทุกประเภคเป็นบุคคลประเสริฐอัศจรรย์ทั้งแก่ตนและแก่โลกทั้งสาม มีมนุษย์เทวดาเป็นต้น  จะปรากฏขึ้นในโลกแต่ละองค์เป็นของยากลำบากมากรองพระพุทธเจ้าตรัสรู้ลงมา  เหมือนขุมทองธรรมชาติจะผุดขึ้นท่ามกลางพระนครหลวงของพระเจ้าจักรพรรดิ์  ไม่เป็นสิ่งจะผุดขึ้นได้อย่างง่ายดายเลย ความเป็นอยู่แห่งชีวิตของพระอรหันต์ทั้งหลายก็ผิดจากความเป็นอยู่ของโลก เพราะมีชีวิตอันสดชื่นด้วยธรรมแม้ร่างกายจะเป็นสมมติเหมือนโลกทั่ว ๆ ไป แต่ใจผู้ครองร่างเป็นของบริสุทธิ์ จึงทำให้ทุกส่วนในร่างกายสดชื่นไปตาม ท่านก็เป็นผู้หนึ่งในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย ที่ได้ทำความพยายามกลั่นกรองเชื้อแห่งภพออกจากใจจนหมดสิ้นไป ได้กลายเป็นบุคคลไม่มีภพชาติขึ้นมาที่ใจ ให้โลกได้กราบไหว้บูชาเป็นขวัญตาขวัญใจอีกองค์หนึ่ง  พวกเราจึงได้มาเยี่ยมแสดงความยินดี  เพราะไม่มีบ่อยครั้งนักที่บุคคลประเภคนี้จะอุบัติ เนื่องจากเป็นความอุบัติยาก ทั้ง ๆ ที่ใครก็อยากเป็น

แต่ความอยากทำไม่อำนวย  ดังนั้น โลกแม้จะเกิดมาในท่ามกลางที่พึ่งมีพ่อแม่ญาติวงศ์เป็นต้นก็ตาม แต่ที่พึ่งเพื่อเกาะเพื่อยึดทางใจอันเป็นที่พึ่งสำคัญนั้น  โลกยังไม่ค่อยมีกันเลย สัตว์โลกเกิดมาเคว้งคว้างกถ่วงตนอยู่เปล่า ๆ มีจำนวนมากต่อมาก  เหลือหูเหลือตาจะพรรณานับอ่านได้  พระอรหันต์อุบัติตรัสรู้ขึ้นแต่ละองค์จึงเป็นของอัศจรรย์และทำประโยชน์แก่โลกทั้งสามได้มาก  ท่านเองก็ปรากฏว่า ทำประโยชน์แก่มนุษย์ เทวดา อินทร์ พรหม ได้อย่างกว้างขวางมากมาย เพราะท่านบรรลุถึงความบริสุทธิ์ และแตกฉานทางภาษาใจซึ่งเป็นภาษาสำคัญกว่าภาษาใด ๆ ในโลกทั้งสาม  พระพุทธเจ้าทุกพระองค์แลพระอรหันต์บางประเภค ต้องใช้ภาษาใจช่วยทำประโยชน์แก่โลก เพราะภาษาใจเป็นภาษากลางของสัตว์โลกผู้มีวิญญานรับรู้  การสั่งสอนสัตว์โลกประเภคกายทิพย์ (กายที่ไม่ปรากฏด้วยตาเนื้อ) ต้องใช้ภาษาใจล้วน ๆ ติดต่อและแสดงอรรถธรรม  ผู้รู้ภาษาใจด้วยกันย่อมเข้าใจได้ง่ายและได้รับประโยชน์เร็วกว่าธรรมดาอยู่มากดังนี้ พอจบสัมโมทนียกถาธรรมแล้ว ก็แสดงวิธีนิพพานท่าต่าง ๆ ให้่ท่านดู  แทบทุกองค์ในบรรดาพระอรหันต์ซึ่งมาเยี่ยมท่านที่แสดงธรรมเครื่องรื่นเริงและแสดงท่าินิพพานให้ดู  บางองค์ก็แสดงท่านั่งขัดสมาธินิพพาน บางองค์ก็แสดงท่าสีหไสยาสน์คือนอนตะแคงข้างขวานิพพาน บางองค์ก็แสดงท่ายืนอยู่กลางทางจงกรมนิพพาน บางองค์ก็แสดงท่าเดินจงกรมนิพพานในท่าต่าง ๆ กัน  ที่แสดงท่านั่งกับท่านอนสีหไสยาสน์นิพพานมากกว่าท่าอื่น ๆ  ที่แสดงท่ายืนนิพพานและท่าเดินจงกรมนิพพานมีน้อยมาก  องค์ที่แสดงท่านั่งและท่านอนนิพพานก็แสดงให้เห็นชัดไปตลอดสายจนถึงอวสานสุดท้าย  พอสิ้นวาระของการแสดงท่าแล้วองค์นั่งนิพพานก็ล้มผลอยลงไปราวกับปุุยนุ่น  ร่างกายทุกส่วนก็หยุดทำงานและนิ่งแน่วไปเลย องค์ที่แสดงท่านอนสีหไสยาสน์นิพพานท่านว่าสังเกตุได้ยาก มองเห็นลมหายใจเพียงขณะเริ่มแรกแสดงท่าเท่านั้น จากนั้นไปลมก็ละเอียด อวัยวะทุกส่วนไม่กระดุกกระดิกเลย มีแต่ท่าอันสงบเหมือนคนนอนหลับ จากนั้นก็เงียบไปเลย องค์แสดงท่ายืนนพิพานก็ยืนในลักษณะรำพึง เอามือขวาทับมือซ้ายตั้งตรง ตาทอดลงพอประมาณตาทั้งสองหลับสนิท มีอาการรำพึงอยู่ครู่หนึ่ง  แล้วก็ค่อย ๆ ล้มแบบย่อตัวลงนั่งกองอยู่กับพื้นแล้วค่อย ๆ ล้มจากท่านั่งลงไปนอนกับพื้นอย่างเบา ๆ ราวกับสำลี  ส่วนองค์ที่แสดงท่าเดินจงกรมนิพพานก็เดินกลับไปกลับมาราว 6-7 รอบ แล้วก็ค่อย ๆ ล้มผลอยลงไปนอนอยู่กับพื้นอย่างเบา ๆ แล้วก็แน่นิ่งไปเลยเช่นเดียวกัน ทุก ๆ องค์ที่แสดงวิธีนิพพานในท่าต่าง ๆกันนั้น มาแสดงต่อหน้าท่านโดยห่างกันประมาณวาหรือวาเศษเท่านั้น ทำให้มองเห็นได้อย่างชัดเจนและประจักษ์ใจตลอดมา ฟังแล้วอดน้ำตาร่วงไม่ได้ต้องหันหน้าเข้าฝาทันทีที่รู้่้สึก

มีอาการแปลกเกิดขึ้นในขณะนั้น  มิฉะนั้นก็จะปล่อยอะไรออกมาทำให้เกิดเรื่องใหญ่ และอาจเป็นประวัติต่อท้ายท่านไปอีกก็ได้  บรรดาพระอรหันต์ที่มาแสดงวิธีนิพพานท่าต่าง ๆ ให้ท่านดูนั้น แสดงด้วยท่าอันสงบเสงี่ยมงามตามาก  ไม่มีอาการกระวนกระวายส่ายแส่เหมือนโลกทั่ว ๆ ไปเลย ฟังท่านไหนก็ล้วนเป็นท่าทำให้เกิดความสลดสังเวชเหลือจะอดกลั้นน้ำตาไว้ได้ทุกท่าไป  เพราะบุคคลอัศจรรย์นิพพานลาโลกสมมติที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายยุ่งเหยิงนานาประากร  จะไม่ให้อัศจรรย์อย่างไร  ใครก็ใครเถิดถ้าลงได้ประสบอย่างนั้นเข้าบ้าง เข้าใจว่าต้องมีความรู้สึกอย่างเดียวกัน  จะทนเป็นใจไม้ใส้ระกำอยู่ไม่ได้แน่นอน



ขอท่านได้โปรดติดตามต่อในในวันพุธที่ 21 เมษายน 2553 ซึ่งเป็นวันพระ
อ่านเรื่องพระอรหันต์แล้วนึกภาพตามก็จะมีความรู้สึกเหมือนท่านอาจารย์หลวงตามหาบัว
เรื่องพระอรหันต์นั้นยังไม่จบ ไว้ต่อในคราวหน้าครับ และต้องขออภัยท่านผู้อ่าน เนื่องจาก
คืนวันอาทิตย์กลับมาบ้านตีสอง ง่วงมากจึงไม่ได้พิมพ์เรื่องหลวงปู่มั่น เช้าไปที่ทำงานแต่เช้า
จึงขออนุญาตนำมาลงในวันนี้แทนครับผม มีคำอยู่คำหนึ่งในครั้งที่ 81 นี้คือคำว่า สัมโมทนียกถา
แปลว่า ถ้อยคำอันเป็นที่บันเทิงใจ สัมโมทนี = การบันเทิง,การชื่นชอบ  กถา = คำพูด
(หามาจากหนังสือศัพย์พระครับผม)
 
เมื่อวานไปที่ทำงานเห็นพี่น้องเสื้อแดงปักหลักตั้งแต่แยกราชประสงค์กางเต็นริมถนนยาวมา
จนถึงบริเวณพระบรมรูป ร.6 สถานสอนภาษา AUA และโรงแรมแถวนั้นปิดหมด ก็ไม่ทราบว่า
ทางบ้านเมืองจะแก้ไขกันอย่างไร คงจะใช้สติปัญญาแก้ไขกัีนไป ขออย่างเดียวอย่าได้ทำร้ายพี่น้อง
ที่ได้มาชุมนุมกันโดยที่พวกเขาเหล่านั้นอาจไม่รู้เจตนาที่แท้จริงของหัวหน้าผู้สั่งการ ท่านผู้อ่านอาจเครียด
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ขอแนะนำว่า อย่าไปสนใจให้มากจะพลอยให้ไม่สบายใจไปด้วย อย่าไปฟังไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด
ซึ่งมันเป็นธรรมชาติของมนุษย์เราที่ชอบฟังการต่อว่าแดกดันบุคคลอื่น ตอนแรก ๆ ก็ฟังไปเรื่อย ๆ พอสองสาม
วันก็ชักจะอินชักจะเชื่อในสิ่งที่ผู้พูดได้พูดมา พอฟังครบห้าวัน สมองถูกล้างเรียบร้อย นี่แหละครับถึงบอกว่าบางครั้ง
พี่น้องที่มาร่วมชุมนุม อาจไม่รู้แจ้งในสิ่งที่เขาพูดมานั้นจริงหรือเท็จประการใด ถึงตอนนี้ก็คงจะมาำไกลยากจะแก้ไขได้
ก็คงจะต้องทนกันไป อดทนอย่างเดียว อยากใช้คำพูดเหมือนเพลงที่ชื่อ   Que sera sera  อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด

ขออนุโมทนาบุญที่ท่านได้อ่านจบครับ

<a href="http://img122.imageshack.us/img122/3708/hanakopcok9.swf" target="_blank">http://img122.imageshack.us/img122/3708/hanakopcok9.swf</a>




บันทึกการเข้า
wisnu 01
Global Moderator
สมาชิก
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2621



« ตอบ #5 เมื่อ: 21,เมษายน,2010, 08:05:39 am »



คำเทศนาของพระอาจารย์มั่น  ภูริภัตตะเถระ
ครั้งที่ 82 รวบรวมโดยหลวงตามหาบัว  ญาณสัมปันโน


จะทนเป็นใจไม้ใส้ระกำอยู่ไม่ได้แน่นอน (ต่อ) ที่ถ้ำเชียงดาวมีพระอรหันต์มานิพพาน 3 องค์ สององค์นอนนิพพาน แต่อีกองค์หนึ่งเดินจงกรมนิพพาน และแสดงท่านิพพานให้ท่านดุต่อหน้าต่อตาเลย ทุกองค์ที่นิพพานในท่าต่าง ๆ  ได้อธิบายเหตุผลประกอบให้ท่านทราบอย่างละเอียด  ก่อนจะทำพิธีนิพพานที่แสดงท่ายืนนิพพานและท่าเดินจงกรมนิพพานมีไม่กี่รูป  ส่วนท่านั่งกับท่านอนมีมากและท่านอนมีมากกว่าท่าอื่น ๆ ท่านพิจารณาทราบว่าพระอรหันต์มานิพพานที่เมืองไทยเราหลายองค์ เท่าที่จำได้มีดังนี้ นิพพานที่ถ้ำเชียงดาวจังหวัดเชียงใหม่ 3 องค์ นิพพานที่หลังเขาวงพระจันทร์ 1 องค์ นิพพานที่ถ้ำตะโก จังหวัดลพบุรี 1 องค์ นิพพานที่เขาใหญ่ นครนายก 1 องค์ นิพพานที่วัดธาตุหลวง อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง 1 องค์ ที่จำไม่ได้ก็ยังมีจึงขออภัยไว้ด้วย  คำว่า "นิพพาน" เป็นศัพย์ใช้เฉพาะพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอรหันต์ทั้งหลายที่สิ้นกิเลสและภพชาติภายในใจแล้วโดยเฉพาะ มิได้ใช้ทั่วไปในสัตว์โลกผู้มีกิเลสทั้งหลาย  เพราะพวกหลังนี้ยังเป็นผู้สั่งสมภพชาติอยู่ภายในอย่างสมบูรณ์ จึงไม่มีอะไรจะควรเรียกว่านิพพานได้ในทางสมมติ พอตายจากนี่ก็ไปเกิดที่นั่น ตายจากที่นั่นก็ไปเกิดที่โน้น ตายจากคนไปเกิดเป็นสัตว์ ถ้าประมาทในชาติเป็นมนุษย์ ไม่พยายามสร้างความดีไว้ส่งเสริมเติมต่อในภพชาติต่อไป การเป็นสัตว์ก็มีหลายชนิดไม่แน่นอน เพราะทางที่จะให้เกิดเป็นสัตว์มีมากกว่าทางจะให้เกิดเป็นมนุษย์ เทวดา อินทร์ พรหม อันเป็นภูมิสูงเป็นไหน ๆ เนื่องจากจิตใจชอบทำกรรมชั่ว อันเป็นทางให้ไปเกิดเป็นสัตว์ชนิดต่าง ๆ ไว้มากกว่าทางดี ดังนั้นสัตว์ชนิดต่าง ๆ จึงมีมากกว่ามนุษย์และพรหม แต่จะเป็นสัตว์ชนิดใดและมนุุษย์เทพพรหมประเภคใด ก็ล้วนมีสิ่งเกาะเกี่ยวเหนี่ยวรั้งพาให้ต่อต้นต่อแขวงเป็นภพชาติสืบต่อไป ไม่มีทางดับสนิทได้ จึงไม่เรียกว่านิพพาน ส่วนท่านที่สิ้นกิเลสภายในใจโดยสิ้นเชิงแล้วเป็นความดับสนิทอยู่ตลอดเวลาทั้งที่ขันธ์ยังครองตัวอยู่  ท่านเหล่านี้แลเป็นผู้ควรได้รับคำว่านิพพานโดยเฉพาะ ไม่มีทางเป็นอย่างอื่น เพราะเหมาะทางเกี่ยวเกาะวกเวียน ขณะจะนิพพานก็มิได้มีความกาสังวลห่วงใยกับสิ่้งใด ๆ  กระทั่งขันธ์ที่กำลังจะแตกสลายในขณะนั้นอยู่แล้ว  ทั้งนี้เพราะใจท่านหมดคำว่า ห่วง ว่าหวง ทั้งภายนอกภายในทั้งใกล้และไกลโดยตลอดทั่วถึง  ขณะจะลาโลกแห่งขันธ์ก็ลากันแบบดับสนิทไม่่มีความสะทกสะท้านหวั่นไหว ทั้งมิได้คิดว่าจะไปอยู่โลกนั้น จะมาอยู่โลกนี้ จะไปเสวยผลดีอย่างนั้น จะมาเสวยผลชั่วอย่างนี้ อันเป็นการทำใจให้กระเพื่อมขุ่นมัว แต่เป็นความคงที่และพอตัวโดยสมบูรณ์ของจิตดวงวิมุตติหลุดพ้นแล้ว มิได้คอยรับส่วนได้ส่วนเสียของสมมติมีขันธ์เป็นต้นแต่อย่างใด เป็นผู้ปราศจากกาลสถานที่

ไม่มีสมมติแม้ปรมาณูเข้าไปเกี่ยวข้องกับดวงใจบริสุทธิ์ล้วน ๆ แล้ว นี่แลท่านเรียกว่านิพพานของท่านผู้สิ้นความกังวลหม่นหมองขณะครองขันธ์อยู่ก็มิได้เศร้าโศก ขณะวิโยคพลัดพรากจากไปก็มิได้เสียใจ เคยเป็นอยู่อย่างไรก็เป็นไปอย่างนั้น  ฉะนั้น  คำว่านิพพานจึงเป็นคำพิเศษสำหรับท่านผู้เป็นบุคคลพิเศษจะครองโดยเฉพาะ ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปยึดครองได้ ถ้าไม่ทำใจให้บริสุทธิ์โดยสิ้นเชิงก่อน  ไม่เหมือนสมบัติอื่น ที่อาจมีเจ้าอำนาจเข้ายึุดครองได้ทั้งที่เจ้าของไม่ยินยอม เช่น เรือก สวน ไร่ นา เป็นต้น ใครอยากเป็นเจ้าของเข้ายึดครองก็พยายามสร้างเอาเองรอนั่งเซ็นนอนเซ็นเอาเฉย ๆ คงไม่มีหวังตลอดกาล  ท่านอาจารย์มั่นซึ่งเป็นเจ้าของประวัติที่ได้รับยกย่องชมเชยและเลื่อมใสจากหมู่ชนแทบทั่วประเทศเขตแดน และได้รับธรรมเครื่องรื่นเริงจากพระอรหันต์ทั้งหลาย ก็เพราะท่านเชื่อธรรมทำจริง จึงได้พบเห็นแต่ของจริง  ของปลอมไม่มีในใจท่าน  แม้ชีวิตร่างกายจะเป็นของจอมปลอมหลอกลวงตามธรรมชาติของมัน  ท่านก็ปลดปล่อยไว้ตามเรื่อง  มิได้ยึดถือแบกหามไปด้วย  สิ่งที่เป็นท่านอย่างจริงไม่แปรผันก็คือธรรมเห็นจริงที่เห็นแล้ว ธรรมนั้นจริงอยู่ตลอดเวลา  ไม่มีอดีตอนาคตเข้าไปทำลายได้ เหมือนสิ่งทั้งปวงที่ถูกทำลายด้วยกาลของมันเองตลอดมา   ท่านพักอยู่ในป่าในเขาลึก จังหวัดเชียงใหม่  ทราบว่ามีการเจ็บป่วยหลายครั้ง บางคราวแทบเอาตัวไม่รอดจนหมอไม่รับรอง ถ้าเป็นคนธรรมดามีชีวิตลมหายใจอยู่กับยากับหมอแบบไม่่มีจมูกของตนเองเป็นที่หายใจ ก็คงจะผ่านไปนานแล้ว แต่ท่านเองยังพอรอดตัวมาได้ด้วยอำนาจธรรมโอสถเยียวยารักษาไว้ได้  ทุกครั้งที่ป่วยไข้ได้ทุกข์ต่าง ๆ ท่านว่าธรรมโอสถต้องเกิดมาพร้อมกัน และปฏิบัติหน้าที่ต่อกันในทันทีทันใดไม่รอชักช้า  ท่านอาจารย์มั่นมีนิสัยอย่างนั้น  ปกติท่านไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับหยูกยาเ่ท่าไรนัก  แม้ตกมาวัยชรากำลังวังชาลดราร่วงโรยลงเป็นลำดับ  ท่านก็ยังหนักในธรรมโอสถเป็นเครื่องประสานธาตุขันธ์อายู่เสมอมา  ครั้งหนึ่งท่านพักอยู่ในเขากับพระ 3 องค์ด้วยกัน  ซึ่งที่นั้นชุกชุมไปด้วยไข้ป่า  เผอิญพระองค์หนึ่งเกิดเป็นไข้จับสั่นขึ้นมา  แม้ยาเม็ดหนึ่งก็ไม่มีรักษา  เวลาจับไข้แล้วตั้งวันก็ไม่สร่างตอนเข้าตอนเย็นท่านอาจารย์ไปเยี่ยมไข้และให้อุบายต่าง ๆ เป็นเครื่องพิจารณาเพื่อระงับไข้ ดังที่ท่านเคยได้ผลมาแล้วเสมอ  แต่พระองค์นั้นไม่สามารถพิจารณาตามท่านได้  เพราะภูมิจิตภูมิธรรมต่างกันมาก เวลาจับไข้ทีไรต้องปล่อยให้สร่างเอง  ไม่มีอุบายพิเศษแก้ไขพอให้ไข้ลดลงบ้างเลย  ท่านอาจารย์เองคงนึกรำคาญ เลยทำเป็นดุเอาเสียบ้างว่า  ท่านนี้มีแต่ชื่อว่ามหา ๆ  แต่ความรู้ที่เรียนมาไม่เห็นเป็นประโยชน์อะไรเลย  ช่วยแก้บรรเทาตัวเองในเวลาจำเป็นบ้างก็ไม่ได้ ท่านไปเรียนให้เสี่ยกระดาษเปล่า ๆ  และเอาแต่ชื่อมหาเปล่า ๆ มาทำไม

การเรียนความรู้ทุกแขนงต้องเรียนมาเพื่อช่วยตัวเอง  แต่ความรู้ท่านมหาเป็นความรู้ประเภคใดก็ไม่รู้ จึงไม่เห็นเป็นประโยชน์อะไรเลย เจ้าของเป็นไข้แทบตายอยู่แล้ว  ความรู้ที่เรียนมาไม่เห็นมาช่วยบรรเทาให้เบาลงบ้างเลย  ท่านเรียนมาเพื่ออะไรกันแน่ผมยังแปลไม่ออก ผมไม่เห็นได้เรียนเป็นมหาเปรียญอะไร  แม้ประโยคเดียวก็ไม่ได้กับเขามีแต่กรรมฐานห้าที่อุปัชฌายะ มอบให้แต่วันอุปสมบทเท่านั้นติดตัวอยู่ทุกวันนี้ ก็ยังพอรักษาตัวได้ ไม่อ่อนแอเหมือนท่่านที่เรียนมากแต่อ่อนแอมาก ท่านนี่อ่อนแอยิ่งกว่าผู้หญิงที่ไม่ได้รับการศึกษาเลย ผู้ชายทั้งคน มหาทั้งองค์ ทำไมจึงอ่อนแอนัก เวลาเป็นไข้ไม่เห็นมีลักษณะผู้ชายและการเรียนรู้ธรรมแฝงอยู่บ้างเลย ควรเอาเครื่องของผู้ชายทั้งหมดไปมอบให้ผู้หญิงเสีย แล้วไปขอเอาเครื่องของผู้หญิงมาสวมใส่เข้าไป จะได้เป็นผู้หญิงไปเสียทั้งคน ไข้ก็อาจจะลดลงบ้าง  เพราะมันเห็นว่าเป็นผู้หญิงคงไม่กล้าทรมานอย่างรุนแรง  มาเยี่ยมทีไรแทนที่จะเห็นท่าทางองอาจกล้าหาญพอให้เบาใจได้บ้าง แต่กลับเห็นแต่ความใจน้อยอ่อนแอเป็นประจำเรื่อยมา  กรรมฐานและมหานั้นเรียนมาทำไมไม่พิจารณาบ้าง ท่านว่าทุกขสังอริยสัจจังนั้น หมายความว่าอย่างไร หมายความว่าให้อ่อนแอ และเวลาเป็นไข้ขึ้นมา คอยแต่จะร้องไห้คิดถึงพ่อคิดถึงแม่อย่างนั้นหรือ ถ้าเช่นนั้นก็เป็นกรรมฐานปลอมละซิ  เพียงทุกขเวทนาเกิดจากไข้เท่านี้ก็จะทนไม่ไหว บทถึงเวลาจวนตัวเข้าจริง ๆ จะไม่ล้มละลายไปแบบไม่เป็นท่าละหรือ เราเริ่มไม่เป็นท่าแต่บัดนี้แล้ว จะเห็นสัจจธรรมมีทุกขสัจจ์เป็นต้น เป็นของจริงได้อย่างไร  ผู้จะพ้นจากโลกสมมติจะต้องเห็นสัจจธรรมเป็นของจริงเต็มส่วน แต่นี่เพียงทกขสัจจ์เริ่มตื่นนอนออกล้างหน้ากระดุกกระดิกนิดหน่อยเท่านั้น ก็เริ่มยอมอย่างหมอบราบแล้วจะไปที่ไหนกันได้เล่า   พอท่านให้อุบายเผ็ดร้อนไปบ้างเป็นการหยั่งเสียงดูจบลงนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง  มองไปเห็นท่านมหาองค์นั้นกำลังร้องไห้วน้ำตาไหลออกมาเปียกหน้า  ท่านเลยหาอุบายหนีไปในขณะนั้น  และก่อนจะไปทำท่าปลอบโยนว่า  ไม่เป็นไรเดี๋ยวก็หาย ผมแกล้งว่าให้ท่านมหาอย่างนั้นเอง แล้วก็ไปที่พัก  พอตอนกลางคืนท่านคงพิจารณาหายาขนานใหม่ ขนานที่ให้ไปแล้วอาจจะแรงไปบ้างสำหรับคนไข้รายนี้ที่ใจไม่เข้มแข็งพอ  เช้าวันหลังและคราวต่อไป ท่านเปลี่ยนยาขนานใหม่โดยสิ้นเชิง คือ มิได้นำกิริยานั้นมาใช้อีกต่อไปเลย  คราวนี้มีแต่แสดงอาการปลอบโยน เอาอกเอาใจใหญ่คล้ายกับไม่ใช่ท่านอาจารย์มั่นคนเก่าเลย  พูดจาด้วยถ้อยคำไพเราะอ่อนหวานเหมือนน้ำอ้อยน้ำตาลเป็นกระสอบ ๆ ทุ่มเทลงทุกเช้าทุกเย็นจนหวานหอมไปทั่วบริเวณ เหมาะแก่โรคอ่อนแออย่างบอกไม่ถูก  ทั้งสังเกตุคนไข้อาการดีขึ้นหรือทรุดลง  ทั้งวางยาเคลือบน้ำตาลทุกเข้าเย็น จนเห็นผลประจักษ์ใจ ทั้งคนไข้คนดีมีความสุขโดยทั่วกัน คนไข้ก็ค่อยหายวันหายคืนไปเป็นลำดับจนหายสนิท แต่กินเวลาหลายเดือนกว่าจะหายขาดได้  นับว่ายาขนานสุดท้ายได้ผลดีเกินคาด  นี่คืออุบายท่านที่เปรียบกับหมอผู้ฉลาดทั้งภายนอกภายใน พลิกได้ทุกท่าทุกทาง ไม่จนสติปัญญา นำมาใช้ได้ทุกกรณี จึงควรถือเป็นแบบฉบับของชาวเราผู้กำัลังแสวงหาความฉลาดใส่ตน   ที่นำมาลงเพื่อท่านที่สนใจได้อ่านบ้าง  อาจเกิดประโยชน์เท่าที่ควร เพราะเป็นอุบายวิธีของท่านผู้ฉลาดมีปัญญาหลักแหลมไม่จนแต้มจนมุมต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า




ในตอนนี้เป็นเรื่องของพระมหา่ป่วยเป็นไข้ป่า พระอาจารย์มั่นเป็นหมอ
มารักษาจนหายขาด ท่านลองอ่านดูการรักษาของท่านอาจารย์มั่นเป็นอย่างไร
ท่านมีอุบายการรักษาอันชาญฉลาด ลองอ่านดูเจ้าค่ะขอท่านได้โปรดติดตามต่อไป
ในวันจันทร์ที่่ 26 เมษายน 2553

ขออนุโมทนาเจ้าค่ะ


<a href="http://www.hidex.info/kuroya/soft/kuroflash/kuro_a04.swf" target="_blank">http://www.hidex.info/kuroya/soft/kuroflash/kuro_a04.swf</a>





บันทึกการเข้า
~ lady of gold ~
Administrator
สมาชิก
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5430



อีเมล์
« ตอบ #6 เมื่อ: 21,เมษายน,2010, 10:00:43 am »

อนุโมธนาสาธุเจ้าค่ะ ....

พระพุทธเจ้าตรัสเรื่อง "ความตายเหมือนก้อนหินที่กลิ้งมาทั้งสี่ทิศ คอยบดสัตว์ให้ตายตกไปตามกัน"
มนุษย์ไม่มีการต่อรอง หรือติดสินบนเพื่อให้รอดพ้นไปได้
 - ว.วชิรเมธี
บันทึกการเข้า

กระปุกเงิน
~ Pink Gold~
สมาชิก
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1588



อีเมล์
« ตอบ #7 เมื่อ: 22,เมษายน,2010, 12:00:43 am »

บันทึกการเข้า

wisnu 01
Global Moderator
สมาชิก
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2621



« ตอบ #8 เมื่อ: 26,เมษายน,2010, 05:34:16 am »




คำเทศนาของพระอาจารย์มั่น  ภูริภัตตะเถระ
ครั้งที่ 83 รวบรวมโดยหลวงตามหาบัว  ญาณสัมปันโน


เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า (ต่อ)  ตามปกตินิสัยท่านอาจารย์มั่น  เวลาเข้าที่คับขันจนมุม ท่านชอบคิดค้นด้วยสติปัญญาไม่อยู่เฉย ๆ   เช่นเวลาเจ็บไข้หรือเวลาพิจารณาไปเจอเอากิเลสตัวสำคัญเข้าจนหาทางออกไม่ได้ นั่นแลคือเวลาคับขัน  จิตจะนิ่งนอนอยู่ไม่ได้ต้องหมุนติ้วอยู่ทั้งวันทั้งคืน จนเกิดอุบายปัญญานำมาแก้ไขทันเหตุการณ์และผ่านไปได้เป็นพัก ๆ ไม่จนมุม ท่านเคยเห็นผลทำนองนี้ตลอดมาแต่เริ่มออกปฏิบัติจนอวสาน เวลาพระไปอาศัยอยู่กับท่านแล้วเกิดเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา ท่านมักเตือนด้วยอุบายต่าง ๆ เพื่อระงับอาการไม่ให้หนักไปในทางหยูกยาจนเกินไป และเพื่อเกิดอุบายต่าง ๆ อันเป็นวิธีพิจารณาธรรมไปด้วยในขณะเดียวกัน  ท่านถือว่าทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นในการในใจเป็นเรื่องของสัจจธรรมโดยตรง ต้องพิจารณาให้รู้ในสิ่งที่ควรรู้ได้ ไม่ปล่อยให้ทุกข์ย่ำยีอยู่เปล่า ๆ เหมือนคนไม่ได้รับการศึุกษาอบรมธรรมมาเลย เฉพาะท่านเองเคยได้อุบายต่าง ๆ จากการป่วยมาเป็นลำดับ ไม่เคยปล่อยให้ทุกข์เวทนาเกิดขึ้นจากการเจ็บป่วยต่าง ๆ ย่ำยีอยู่เฉย ๆ โดยไม่ได้พิจารณาให้รู้เรื่องของมันบ้างเท่าที่สามารถ เวลาเช่นนั้นท่านถือเป็นความจำเป็นที่ต้องพิจารณาจนสุดความสามารถ เพื่อเป็นการฝึกซ้อมสติปัญญาว่าจะทันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าหรือมีความล้มเหลวไปอย่างไรบ้าง แล้วแก้ไขดัดแปลงกันใหม่จนเป็นที่พอใจ ว่าสติปัญญาที่เคยอบรมและฝึกซ้ือมมาเป็นเวลานานขณะเข้าสู่สงคราม คือความทุกข์ทรมาน ใจไม่มีความหวั่นเกรงต่อความจริง คือทุกขสัจจะอันเป็นสัจจธรรมของจริงทุกส่วน สติปัญญาก็ทำหน้าที่ทันกับเหตุการณ์ ไม่มีความสะท้านหวั่นไหวกับพายุ คือ ทุกข์ที่โหมกันมาทุกทิศทุกทาง เบื้องบนเบื้องล่าง ด้านขวางสถานกลาง สามารถพิจารณาตะล่อมเข้ามาสู่ความจริงได้ตลอด  ดังนั้นท่านจึงชอบให้อุบายแก่บรรดาศิษย์หนักไปทางพิจารณาทุกขเวทนา  เพราะเป็นการฝึกซ้อมสติปัญญาศรัทะาความเพียรให้เข้มแข็งแกร่งกล้า เวลาเอาจริงเอาจังคือ ขณะขันธ์จะแตกจะไม่ต้องกลัวมหันตทุกข์ที่แสดงตัวอย่างเต็มที่เวลานั้น  ผู้พิจารณารู้เท่าทันขันธ์ดังกล่าวนี้ อยู่ก็สบาย ตายก็มีชัยชนะ สมกับเป็นนักต่อสู้เพื่อเอาตัวรอดเป็นยอดคน คือเราเองซึ่งเป็นคน ๆ หนึ่งไม่ต้องเป็นยอมใครที่ไหน ได้เราและเป็นยอดเราแล้วเป็นพอตัว   ท่านอาจารย์มั่นนับว่าเป็นอาจารย์ตัวอย่างทั้งภายนอกภายใน ความเพียร ความอดทน ความกล้าหาญ ความฉลาดภายนอกภายใน ความสันโดษและมักน้อย นับว่าท่านเป็นเยี่ยมในสมัยปัจจุบัน ยากจะมีลูกศิษย์คนใดล้ำหน้าท่านไปได้ ท่านมีทั้ง หูทิพย์ ตาทิพย์ และปรจิตรวิชา  คือฟังได้ทั้งเสียงสัตว์ เสียงมนุษย์ เสียงภูติผี เทวบุตร เทวดา อินทร์ พรหม ยม นาค  เห็นได้ทั้งสัตว์มนุษย์ที่เป็นกายและวัตถุหยาบ ทั้งที่เป็นกายทิพย์

เช่น เปรตผี เทวดา เป็นต้น รู้ได้ทั้งจิตสัตว์ จิตมนุษย์ ว่ามีความเศร้าหมองผ่องใสประการใด ตลอดความคิดปรุงต่าง ๆ ที่คิดอยู่ภายใน บางครั้่งแม้เจ้าตัวผู้คิดขึ้นเองก็ไม่รู้ว่าได้คิดอะไรไปบ้าง  เพราะปิดทางให้ความคิดนึกไหลออกสู่อารมณ์ต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลาโดยไม่มีสติควบคุมรักษาบ้างเลย กระทั่งได้ยินปัญหาท่านเป็นเชิงทักขึ้นมาถึงระลึกได้ บางรายยังมัวเซ่อไม่ทราบว่าท่านพูดอะไรให้ตัวบ้างก็ยังมี จึงน่าสลดสังเวชอยู่บ้างสำหรับรายเช่นนั้น เวลาอยู่กับท่านไม่จำต้องอยู่ต่อหน้าท่านก็ได้  เพียงอยู่ภายในวัดหรือในสำนักเดียวกับท่านก็พอแล้ว  ขณะคิดคะนองไปต่าง ๆ แบบปล่อยตัวไม่มีสติ เวลามาหาท่านจะได้ยินคำพูดแปลก ๆ ออกมาในเวลาใดเวลาหนึ่งจนได้ ยิ่งไปหาญคิดเรื่องลึกลับเวลาอยู่ต่อหน้าท่านด้วยแล้ว จะเป็นเวลาท่านกำลังแสดงธรรมอบรมอยู่ก็ตามเวลาสนทนาธรรมกันอยู่ก็ตามหรือเวลาอื่นก็ตาม ในเวลานั้นจะได้ยินคำพูดหรือคำตอบเป็นเชิงไม้เรียว หรือเป็นอุบายแปลก ๆ อย่างใดอย่างหนึ่งออกมาจนได้ นอกจากท่านขี้เกียจเท่านั้นจึงปล่อยไปตามกรรมบางคราว   ตามที่พระอาจารย์ทั้งหลายที่เป็นลูกศิษย์ และเคยอยู่เชียงใหม่เล่าให้ฟังถึงเรื่องหูทิพย์ ตาทิพย์ และ ปรจิตตวิชาของท่านว่าน่าอัศจรรย์และน่ากลัวมาก เฉพาะ ปรจิตตวิชารู้สึกว่าท่านรวดเร็วมาก ใครคิดไม่ดีขึ้นที่ใดขณะใด เป็นได้การทันทีแทบทุกครั้ง ฉะนั้น เวลาอยู่กับท่านต่างองค์ต่างระวังสำรวมอินทรีย์อย่างเต็มที่ ไม่เช่นนั้นต้องโดนแน่แบบไม่มีทางปิดบังหรือหลีกเลี่ยงได้ บางครั้งมีพระบางองค์คิดเรื่องท่านดุอยู่โดยลำพังตนเอง  เหตุที่จะคิดก็เพราะกลัวท่านมาก พอมาหาท่าน ท่านเริ่มตอบปัญหาทันทีว่า  แทบทุกสิ่งไม่ว่าอาหารหรือที่อยู่เครื่องใช้สอยนุ่งห่มต่าง ๆ  ก่อนจะสำเร็จรูปมาใช้ประโยชน์ได้ต้องผ่านการจัด การทำ การหุง การต้ม การฟัน การถาก การเลื่อย การไส การปัก การทอ มาอย่างเต็มที่อยู่มิใช่หรือ  อยู่ ๆ ก็สำเร็จรูปออกมาให้อยู่กินใช้สอยอย่างสบายไปเลยอย่างนั้นไม่ค่อยมี เพราะโลกนี้เป็นโลกสร้างอยู่สร้างกิน มิใช่โลกนอนเฉย ๆ แล้วเกิดมาเอง เห็นแต่คนตายเท่านั้นที่นอนอยู่เฉย ๆ ไม่ต้องทำอยู่ทำกิน ไม่ต้องดัดแปลงแต่งมรรยาทความประพฤติ ไม่ต้องมีครูอาจารย์ดุด่าสั่งสอน ก็เรายังไม่ตายและยังแสวงหาครูอาจารย์ให้อบรมสั่งสอนอยู่ แต่แล้วกลัวอย่างไม่มีเหตุมีผล และคิดว่าท่านดุท่านด่า ถ้าท่านไม่ว่าอะไรเลย ก็จะคิดว่าท่านไม่สั่งไม่สอน ก็ยิ่งจะร้อนเข้าไปอีก เลยไม่มีอะไรพอดี มีแต่เรื่องคิดแบบโดดขึ้นโดดลงทำนองวานรตัวโดดอยู่บนกิ่งไม้  โดดไปโดดมาถูกกิ่งไม้ผุก็ลงไปนอนกับพื้นเท่านั้นเอง เราจะเอาแบบไหน จะเอาแบบโดดกิ่งไม้ผุ หรือจะเอาแบบพระผู้มีครูอาจารย์คอยบอกกล่าวสั่งสอน บางทีถามเจ้าของต้นเหตุเสียเองเผื่อได้สติ ระลึกรู้ตัวว่าได้คิดอย่างไรไปบ้าง บางครั้งก็อธิบายเปรียบเปรยไปธรรมดา แต่รวมแล้วเพื่อเจ้าตัวได้ระลึกรู้ในสิ่งที่คิดไปแล้วนั้นว่า ไม่สูญหายไปไหน ยังกลับมาให้เจ้าของได้ฟังอีก ทั้งยังได้รู้ความผิดถูกของตัว คราวต่อไปจะได้สำรวม ไม่คิดแบบเปิดโปงถ่างเดียว บางครั้งท่านเทศน์อย่างเผ็ดร้อน และในบางครั้งยังได้ยกเอาองค์ท่านออกเป็นหลักฐานในทางความเพียรเกี่ยวกับความเด็ดเดี่ยวอาจหาญไม่กลัวตายก็มี เพื่อปลุกใจบรรดาศิษย์ให้มีแก่ใจ  โดยเทศน์เ็ป็นเชิงว่า ถ้าใครกลัวตายเพราะความเด็ดเดี่ยวทางความเพียร ผู้นั้นจะต้องกลับมาตายอีกหลายภพหลายชาติไม่อาจนับได้ ส่วนผู้ใดไม่กลัวตายผู้นั้น

จะตัดภพชาติให้น้อยลงถึงกับไม่มีภพชาติเหลืออยู่ และผู้นั้นแลจะไปไม่กลับหลังมาหาบทุกข์อีก  ตัวผมเองสลบไปถึง 3 หน เพราะความเพียรกล้าเวทนาทับโถม ยังไม่เห็นตายและยังรอดมาเป็นอาจารย์สอนหมู่้่คณะอยู่ได้ หมู่เพื่อนทำความเพียรยังไม่ถึงขั้นสลบไสลไปเลย  ทำไมจึงกลัวตายกันหนักหนาเล่า ถ้าไม่ตายไปพักหนึ่งก่อนก็น่ากลัวไม่เห็นธรรมอัศจรรย์  ใครจะเชื่อหรือไม่ผมก็ได้ทำมาอย่างนี้ รู้เห็นธรรมมาบ้างตามกำลังก็ด้วยวิธีนี้  แล้วจะให้สอนหมู่คณะว่าค่อยเป็นค่อยไปนะ  ฉันให้มาก นอนให้มาก ขี้เกียจให้มาก กิเลสจะได้กลัว อย่างนี้ผมสอนไม่ได้ เพราะไม่ใช่างกิเลสจะกลัว  นอกจากมันจะหัวเราะเยาะเอาวันยังค่ำ ว่านึกว่าพากันมาทำความพากเพียร แต่แล้วทำไมจึงพากันมานอนตายอยู่อย่างนี้ ทั้ง ๆ ที่ยังหายใจอยุ่ หรือพระพวกนี้พร้อมกันตายด้วยทั้งที่ยังมีลมหายใจอยู่อย่างนี้เท่านั้น  ไม่มีอะไรน่าชมเชย  พอเทศน์จบลงก็มีพระองค์หนึ่งคิดขึ้นมาด้วยทิฏฐิในเวลานั้นว่า โอ้โฮทำความเพียรขนาดถึงสลบไปเช่นนั้นมันเกินไป  ถ้าจะเป็นถึงขนาดนั้นแล้ว เรายังไม่ไปนิพพานแม้จะทุกข์อยู่ในโลกก็ยอมทุกข์มันไป โลกเขาก็ทุกข์เหมือนกัน มิได้ทุกข์เฉพาะเราคนเดียวลงถึงสลบไสลแลวจึงจะได้ไปนิพพานเช่นนี้ ใครจะไปสักกี่ร้อยกี่พันองค์ก็เชิญไปเถิด สำหรับเราแล้วเป็นไม่ไปแน่ ๆ  เราอยู่ในโลกทุกข์ก็ไม่เห็นมันสลบ ก็ทุกข์ธรรมดา เหมือนโลก ๆ เขาทุกข์กัน แต่ถ้าจะไปนิพพานต้องสลบเสียก่อนค่อยไปกันได้อย่างนี้ก็เท่ากับนิพพาน คือยาสลบเราดี ๆ นี่เอง ใครจะอยากไป เราน่ะไม่อยากไปแน่เพราะไม่อยากสลบ เพียงเห็นเขาสลบก็กลัวจะตายอยู่แล้ว ยังจะถูกเราเข้าไปอีกคนก็แย่  อีกพักหนึ่งธรรมเทศนาก็เริ่มขึ้นอย่างเผ็ดร้อนมาก ราวกับจะฉีกดิบ ๆ สด ๆ เอาีทีเดียวว่า  ท่าน...ไม่เชื่อผมหรือ?  ท่านเข้าใจว่าผมมาโกหกเล่น ๆ อย่างนั้นหรือ? ถ้าไม่เชื่อก็นิมนต์ไปซะซิ จะมาอยู่ให้หนักสำนักทำไม ท่านมาเอง ผมมิได้นิมนต์ท่านมา เมื่อไม่เชื่อก็ต้องไปเอง อย่าให้ทันได้ขับไล่ แม้จะอยู่ก็ไม่เป็นประโยชน์ เพราะธรรมของพระพุทธเจ้ามิได้ประกาศไว้เพื่อสอนโมฆบุรุษเช่นท่าน  ความคิดแบบท่านไม่ควรนำมาคิดในเพศของพระที่กำลังอาศัยผ้าเหลืองเป็นอยู่ เพราะผู้ทรงเพศนี้เป็นเพศที่เชื่อธรรม แต่ท่านมิได้เชื่อผมและเชื่อธรรม จึงคิดค้านความพ้นทุกข์ที่เป็นไปตามแบบของพระพุทธเจ้า  ที่ใดสนุกกิน สนุกนอน ไม่ต้องทำความพากเพียรให้ลำบากก็นิมนต์ท่านไปที่นั้น ถ้ารู้ธรรมเห็นธรรมของจริงด้วยวิธีนั้นในสถานที่นั้น ก็ขอนิมนต์กลับมาโปรดผมคนกิเลสหนาปัญญาทึบบ้าง จะยกมือสาธุสุดศอกสุดแขนและขอบบุญขอบคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมนั่นแล การสอนผมก็สอนด้วยความจริงว่าผู้หวังพ้นกองทุกข์ต้องเป็นผู้กล้าหาญไม่กลัวตาย แต่ท่านไม่เชื่อว่าเป็นความจริง จึงขอเกิดตายเพื่อแบกหามทุกข์อยู่ในโลก




ในตอนนี้เป็นเรื่องที่ท่านเทศน์ถึงการปฏิบัติ โดยกล่าวว่าบางครั้งท่านเคยสลบ
ไปถึง 3 ครั้ง หลังเทศน์จบ มีพระองค์หนึ่ง เกิดพูดขึ้นมาว่าถ้าถึงกับสลบ ไม่ไป
นิพพานดีกว่า และพูดอีกว่า นิพพานก็คือยาสลบดี ๆ ทีนี้หลวงปู่มั่นก็เลยเทศน์
อย่างเผ็ดร้อน จะเป็นอย่างไรนั้นขอเชิญท่านติดตามต่อค่ะกำลังสนุกเชียว

ติดตามในวันพระคือ วันพุธที่่ 28 เมษายน 2553

ขออนุโมทนาเจ้าค่ะ


<a href="http://www.hidex.info/kuroya/soft/kuroflash/kuro_a04.swf" target="_blank">http://www.hidex.info/kuroya/soft/kuroflash/kuro_a04.swf</a>


บันทึกการเข้า
wisnu 01
Global Moderator
สมาชิก
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2621



« ตอบ #9 เมื่อ: 28,เมษายน,2010, 03:05:44 am »



คำเทศนาของพระอาจารย์มั่น  ภูริภัตตะเถระ
ครั้งที่ 84 รวบรวมโดยหลวงตามหาบัว  ญาณสัมปันโน


จึงขอเกิดขอตายเพื่อแบกหามทุกข์อยู่ในโลก (ต่อ) ท่านอยากอยู่ในโลกกองทุกข์ก็เชิญท่านอยู่ไป แต่อย่ามาคัดค้านทางเดินของธรรมที่เป็นศาสดาสอนโลกแทนพระพุทธเจ้า  จะเป็นขวากหนามทิ่งแทงพระศาสดาอันบริสุทธิ์ และกั้นทางเดินของหมู่ชนผู้มุ่งตามเสด็จอย่างเต็มใจ ความคิดเห็นแบบท่านนอกจากจะเป็นความผิดเฉพาะตนแล้ว  ถ้าได้ระบายออกทางวาจายังจะเป็นข้าศึกแก่พระศาสนาและประชาชนมากมาย ผมเข้าใจว่า ท่านมาบำเพ็ญเพื่อส่งเสริมตนและพระศาสนา มิได้คิดว่าท่านจะมาคิดทำลายตนและพระศาสนาตลอดหมู่ชนที่เลื่อมใสธรรมของพระพุทธเจ้า เพิ่งทราบว่าท่านคือเพชฌฆาตสังหารตนและพระศาสนาอย่างย่อยยับ ถ้าไม่คิดแก้ไขเสียแต่ขณะนี้ ท่านจะเสียคนและยังจะทำให้ผู้อื่นเสียตามท่านอีกมากมาย  ซึ่งน่าสลดและเสียดายอย่างยิ่ง  ในพระประวัติมีว่า ก่อนตรัสรู้พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระองค์สลบไปถึงสามครั้งนั้น ท่านเชื่อว่าเป็นความจริง หรือหาว่าพระองค์โกหก ท่านเป็นคนทั้งคนและมาบวชเป็นพระธุดงค์ทั้งองค์  ไม่เชื่อธรรมและเจ้าของพระประวัติแล้วก็หมดคุณค่าทั้งมวลในตัวคน เพียงอยู่กับลมหายใจไปวันหนึ่งเท่านั้น  ซึ่งไม่ผิดอะไรกับคนที่ตายแล้ว เพราะทิฐิพาให้ตายทั้งเป็น เหม็นทั้งที่ยังมีลมเดินอยู่ ว่าอย่างไรละท่าน...จะเลือกเดินทางไหน เพื่อความสะดวกราบรื่นและปลอดภัยแก่ตัวเอง เฉพาะผมแล้วไม่มีทางให้ท่านเดินยิ่งกว่านี้  นอกจากที่แสดงมานี้เท่านั้น พระพุทธเจ้าและพระสาวกอรหันต์ทุก ๆ องค์  ท่านเดินทางนี้ ไม่มีทางพิเศษไปกว่านี้ ผมก็เดินตามทางสายนี้นับแต่วันบวชและปฏิบัติมา  แม้ธรรมที่นำมาสั่งสอนหมู่เพื่อนก็ได้มาจากทางสายนี้   ท่านแสดงอย่างเผ็ดร้อนยิ่งกว่าครั้งใด ๆ พร้อมด้วยเหตุผล ประหนึ่งน้ำไหลไฟสว่างไปทั่วโลกธาตุ แต่นำมาลงพอประมาณ ไม่เต็มตามความจริงที่ท่านแสดงในเวลานั้น บรรดาผู้ฟังแทบตัวจมลงพื้น ใจสั่นขวัญหายไปตาม ๆ กัน สติไม่อยู่กับตัว ต่างคนต่างกลัว เพราะไ่ม่เคยได้ยินได้ฟังมาในชีวิต ขณะที่ท่านเทศน์ที่เต็มไปด้วยเหตุผลและเผ็ดร้อนอย่างถึงใจเช่นนั้น ทำให้ผู้ฟังเห็นจริงยอมจำนนและกลัวท่านมาก  เฉพาะผู้เป็นต้นเหตุก็เห็นจริงและยอมตนลงโดยลำดับ จนยอมอย่างมอบราบไม่มีทางโต้แย้ง การแสดงก็ค่อย ๆ ลดความเผ็ดร้อนลงตาม ๆ กัน จนเลยลงมาถึงขั้นปลอบโยน เมื่อเห็นผู้นั้นยอมตนแล้ว พอจบการแสดงธรรมเลิกประชุมแล้วออกมา ต่างถามกันวุ่นวายว่า ใครนะหาญไปคิดเรื่องพิศดารเกินโลก ทำให้ท่านเทศน์ใหญ่จนเสียงไม่เป็นเสียง จนกลายเป็นเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าไปได้ ใครไปคิดคัดค้านอะไรจัง ๆ กับท่าน ท่านถึงได้เทศน์ขนาดนี้ ต้องมี ถ้าไม่มี ท่านไม่เคยเทศน์ถึงขนาดนี้ ความคิดนั้นคงไปกระทบท่านอย่างแรงจนรั้งไม่อยู่ ท่านถึงได้เปิดเต็มที่ พระองค์นั้นก็เปิดเผยให้ฟังดังที่เขียนผ่านมา ตามธรรมดาพระูธุดงค์ท่านมิได้ปิดบังความคิดความเห็นของตัว องค์ใดคิดอย่างไร เวลาถูกท่านเทศน์ผ่านไปแล้ว ออกมาจากที่นั้น ขณะถามกันท่านก็เล่าให้ฟังตามจริง

ท่านเป็นทำนองนี้แทบทุกองค์ ท่านถือเป็นเรื่องขบขันและได้สติไปด้วยจากการเทศน์ดุด่าผู้คิดผิด  ยิ่งเวลาไปบิณฑบาตหรือไปกิจธุระต่าง ๆ ไปเจออะไรเข้าในที่ต่าง ๆ กลับมาอารมณ์นั้นค้างมาและคอยกระซิบเขย่าให้คิดอยู่เสมอ  นั่นแลยิ่งสำคัญและลงเครื่องดัดสันดานถึงขนาดจนผู้ฟังด้วยกันต้องตกใจกลัว และหันหน้ามององค์นั้นองค์นี้ไปรอบ ๆ ไม่อยู่สงบสุขได้ เฉพาะตัวการเองมือไม้และอวัยวะสั้นไปทั้งร่าง  ทั้งกลัวท่านและละอายหมู่เพื่อน ตัวแทบหมอบติดพื้นเงยศีรษะไม่ขึ้น พอออกมาก็รุมถามกันอีกและได้ความว่า มีผู้ก่อเหตุให้ท่านต้องเทศน์จนได้อย่างนี้เสมอ  คิดแล้วน่าสงสาร เพราะไม่มีเจตนา แต่ปุถุชนคนธรรมดาเราไม่ใช่ไม้แห้ง  ถูกแดดถูกฝนย่อมแสดงอาการร้อนหนาวไปบ้าง  ขณะที่คิดนั้นเนื่องจากสติตามไม่ทันเพราะใจเป็นสิ่งที่รวดเร็วยิ่งกว่าสายฟ้าแลบ  จึงต้องถูกท่านเข่นบ่อย ๆ เรื่องปรจิตตวิชาคือการกำหนดรู้ใจผู้อื่นนั้นท่านรู้สึกรวดเร็วมากเท่าที่เคยเห็นมาแล้ว บรรดาพระที่เคยอยู่กับท่านมาแล้วไม่มีทางสงสัยท่านเกี่ยวกับความรู้ประเภคนี้ ท่่านรู้ได้อย่างรวดเร็วและทักจิตของผู้คิดผิดได้โดยถูกต้องไม่มีผิด นอกจากท่านขี้เกียจทักบ่อยก็ปล่อยไปบ้างพอเราได้มีเวลาหายใจ มิฉะนั้นคงอัดอั้นตันใจตายเป็นแน่  ข้อนี้ผู้เขียนเคยโดนบ่อยกว่าเพื่อน เพราะความไม่อยู่สุขนั่นแลเป็นสาเหตุ ผู้อดทนอยู่กับท่านนาน ๆ ย่อมได้กำลังทางจิตภาวนา มีหลักใจมั่นคง เพราะถูกชุบ ถูกเข่น ถูกตบตีอยู่เสมอ  ความที่เคยระวังสำรวมใจอยู่เป็นนิจย่อมกลายเป็นคนมีสติปัญญาขึ้นมา และสามารถต่อต้านทานต่อเหตุการณ์ได้ ถ้าเป็นวิชาทางโลกก็เรียกว่าเรียนและทดลองกับครูจนอยู่ยงคงกระพันชาตรี คืออยู่ปืนยืนดาบไม่สะทกสะท้าน เพราะฟันไม่เข้ายิงไม่ออกถ้าเป็นธรรมก็เรียกว่ายืนยงคงที่ต่ออารมณ์ดีชั่ว ไม่กลัวว่าจิตจะหวั่นไหวพรั่นพรึง เพราะสิ่งยั่วยวนกวนใจ อยู่อย่างสุดโตในอิริยาบทต่าง ๆ  แต่ใจปุถุชนเราพอพูดถึงนิพพานรู้สึกหดหู่เหี่ยวแห้งพิกล ไม่ห้าวหาญร่าเริงเหมือนพูดเรื่องงานอื่น ๆ ที่นั่นที่นี่ทั้งนี้  คงคิดว่าไม่สนุกสนานรื่นเริง เพราะไม่เคยเห็นเคยไป ไม่เคยได้เคยถึงเหมือนสิ่งจำเจทั้งหลาย ไม่จำต้องพูดถึงพวกเราที่เป็นลูก ๆ หลาน ๆ ว่าไม่อยากไปนิพพานกัน แม้แต่ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ของพวกเรา ท่านยังไม่ค่อยคิดอยากไปกันเลย ทั้งไม่ค่อยเห็นท่านชักชวนบ้าง อย่างน้อยก็ชักชวนเข้าวัดฟังธรรมจำศีล อบรมใส่ใจพอเป็นผู้สงบงามตาบ้าง ไม่ประพฤติแสลงแทงใจจนเกินไป เรื่องอื่น ๆ ท่านยังชักชวนชาวบ้านทั้งทางตรงและทางอ้อมจนเบื่อจะฟังและปฏิบัติตาม ฉะนั้น คำว่านิพพานคงคิดเดาล่วงหน้ากันไปอย่างไม่สงสัยว่าจะผิด ว่านิพพานคือเมืองเงียบนั้นเอง เพราะไม่มีปี่มีขลุ่ยเครื่องขับกล่อมบำรุงบำเรอและผู้คอยทะนุถนอมเอาอกเอาใจ เป็นเมืองไร้ชาติขาดรสที่โลกต้องการไปเสียทุกอย่างจึงไม่ค่อยคิดอยากไปกัน กลัวจะไปตกนรกเมืองสงบเงียบไม่มองเห็นหน้าใคร พี่ ป้า น้า อา สิงห์สาลาสัตว์ เสียงนก เสียงกา เสียงรถ เสียงรา เสียงหัวเราะ และเสียงร้องไห้ก็ไม่มี  เป็นเมืองที่หมดความคาดหมายคลายความทะเยอทะยานอยากเสียทุกอย่าง  ผู้มีความหวังอยู่จึงไม่อยากไปกัน แม้จะไปก็คงไปไม่ได้   เพราะมีความหวังอันเป็นเครื่องเหนียวรั้งยั้งใจไว้ว่าต้องรอ

ท่านผู้ไปนิพพานได้  คือท่านผู้หมดความหวังทางโลกามิสโดยสิ้นเชิง ไม่ติดต่อก่อเรื่องราว ใจไม่หนาวไม่ร้อน ไม่หย่อนไม่ตึง มีความพอดีคือมัชฌิมาโดยหลักธรรมชาติเป็นที่สถิต  ไม่มีความอยาก ความหวัง ความหิวโหยอิดโรย ความรื่นเริงบันเทิงทั้งหลาย อันเป็นเครื่องเขย่าก่อกวนจิตใจให้ขุ่นมัวมั่วสุม  มีแต่ความสงบสุขอันละเอียดสุขุม ไม่มีสิ่งใด ๆ มาเขย่าเย้ายวนเหมือนจิตที่เจือด้วยโลกามิส ซึ่งเป็นความสุขเพียงสุ่ม ๆ เดา ๆ ลุ่ม ๆ ดอน ๆ สุขเพียงโยก ๆ คลอน ๆ คอยแต่จะหกจะล้มจะจมหายไป ไม่จิรังถาวรพอหายใจได้ ถ้าเป็นน้ำก็ทั้งขุ่นทั้งโคลน ถ้าเป็นอาหารก็ทั้งเผ็ดทั้งเปรี้ยวทั้งจืดทั้งเค็ม  ไม่มีรสอร่อยเหมาะสม รับเข้าไปคอยแต่จะเป็นลม ทำให้ง่วงเหงาหาวนอนอยู่ไม่เป็นสุข ดังนั้นสิ่งที่เคยสัมผัสมาแล้วรู้รสของมันจึงควรใคร่ครวญทดสอบความหนักเบาได้เสียของสิ่งนั้น ๆ บ้าง  พอมีทางระบายถ่ายเทพอประมาณ ส่วนไม่ดีจะไม่นอนจมอยู่ในจิตจนไม่มีที่เก็บ เพราะมีมากเหลือประมาณ มองไปมาทางใดเห็นแต่กองทุกข์ที่ใจเที่ยวเก็บมาสั่งสมไว้  นักปราชญ์ท่านฉลาดกว่าพวกเรามากมายในการปฏิบัติต่อตัวเอง ทำอะไร คิดอะไร ถูกต้องจุดที่มุ่งหมาย ท่านไม่แย้ง ไม่ฝืน ไม่ขัดขืนความจริง  ทั้งไม่เย่อหยิ่งจองหอง ไม่ลำพองตนว่าเก่ง ว่าดี  เมื่อมีผู้เตือนสติท่านรีบยึดมาเป็นธรรมสอนตน ผิดกับพวกเราอยู่มาก ราวฟ้ากับดิน จึงควรยึดถือเป็นหลักเป็นเกณท์ จะเป็นคนมีขอบเขตมีเหตุมีผล ไม่ยอมทำตามความอยากที่เคยมีอำนาจบนหัวใจมานาน เมื่อพยายามฝ่าฝืนดัดแปลงใจให้เป็นไปตามทางของนักปราชญ์ ต้องประสบผล คือ ความสุขในปัจจุบัน ทันตา แม้จะมิได้เป็นเจ้าของเงินล้าน แต่ก็พอมีทางได้รับความสุขจากสมบัติและความประพฤติดีของตนเท่าที่ควร เพราะคนฉลาดปกครองตนให้มีความสุขและปลอดภัย ไม่จำต้องเที่ยวแสวงหาทรัพย์ตั้งมากมาย หรือเที่ยวกอบโกยเงินเป็นล้าน ๆ  มาเป็นเครื่องบำรุงโดยถ่ายเดียวถึงจะมีความสุขความสุข  แม้ผู้มีสมบัีติพอประมาณในทางที่ชอบก็พอมีความสุขได้ และอาจมีความสุขมากกว่าผู้ได้มาในทางมิชอบเสียอีก  เพราะนั่นมิใช่สมบัติของตนอย่างแท้จริงทั้ง ๆ ที่อยู่ในกรรมสิทธิ์ที่ตนรับรอง แต่กฏความจริงคือการสาปแช่ง ไม่เห็นด้วยและอำนวยผลเป็นทุกข์ในลำดังต่อไปไม่มีสิ้นสุด  นักปราชญ์ท่านจึงกลัวกันหนักหนา แต่คนชั่วอย่างพวกเราผู้ชอบสุกเอาเผากิน และชอบเห็นแก่ตัว จึงชอบทำกันอุตลุด ชนิดไม่มีวันอิ่มพอ ทั้งที่ไม่ประสบผลคือความสุขดังใจหมาย  แม้พยายามไปอย่างไม่ลดละเพียงไร




ติดตามต่อในวันจันทร์ที่ 3 พฤษภาคม 2553

ขออนุโมทนาเจ้าค่ะ


<a href="http://www.hidex.info/kuroya/soft/kuroflash/kuro_a04.swf" target="_blank">http://www.hidex.info/kuroya/soft/kuroflash/kuro_a04.swf</a>

บันทึกการเข้า
wisnu 01
Global Moderator
สมาชิก
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2621



« ตอบ #10 เมื่อ: 03,พฤษภาคม,2010, 11:43:21 am »


คำเทศนาของพระอาจารย์มั่น  ภูริภัตตะเถระ
ครั้งที่ 85 รวบรวมโดยหลวงตามหาบัว  ญาณสัมปันโน


แม้พยายามไปอย่างไม่ลดละเพียงไร (ต่อ) .....ท่านพระอาจารย์มั่นคราวพักอยู่จังหวัดเชียงใหม่  พระที่ตั้้งใจปฏิบัติธุดงคกรรมฐานไปอยู่กับท่านไม่ค่อยมากนัก เพราะท่านไม่ชอบออกมาเมืองนาแถวนอก ๆ อยู่แต่ในป่าในเขาตลอดมา  ขณะที่ท่านอยู่เชียงใหม่ก็ได้รับจดหมายจากท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ วัดโพธิสมภรณ์ อุดรธานี ซึ่งเคยเป็นลูกศิษย์ท่านแต่เล็ก  อาราธนานิมนต์ท่านกลับไปอยู่จังหวัดอุดรธานีหลายฉบับ  แต่ท่านทั้งไม่ตอบจดหมายทั้งไม่รับนิมนต์ตลอดมา จนราว พ.ศ. 2482-2483 ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ อุดรธานี มาอาราธนานิมนต์ด้วยตนเอง และเข้าไปจนถึงที่ท่านอาจารย์พักอยู่ ท่านจึงตอบจดหมายเจ้าคุณทุกฉบับในเวลาเดียวกันว่า จดหมายท่านเจ้าคุณส่งมาผมได้รับทุกฉบับ แต่เป็นจดหมายเล็กเห็นว่าไม่สำคัญจึงมิได้ตอบ แต่คราวนี้จดหมายใหญ่มาคือท่านเจ้าคุณมาเอง  ผมจึงตอบ ว่าแล้วท่านก็หัวเราะ ท่านเจ้าคุณก็หัวเราเช่นกัน พอได้โอกาศ่ท่านเจ้าคุณก็อาราธนานิมนต์ท่านอาจารย์ให้กลับไปโปรดที่อุดร  ซึ่งท่านได้จากมานานเป็นเวลาหลายปีแล้ว  บรรดาสานุศิษย์ทางอุดรฯ คิดถึงท่านมาก  ขอให้ท่านเจ้าคุณมาอารธนาในนามของชาวดุดรฯ  คราวนี้ท่านขัดไม่ได้จำต้องรับนิมนต์  จากนั้นท่านเจ้าคุณกราบเรียนกำหนดการมารับท่าน  ตกลงกันต้นเดือนพฤษภาคม 2482 เป็นระยะเวลามารับท่าน  ก่อนท่านอาจารย์จะจากที่พักออกมาวัดเจดีย์หลวง เชียงใหม่  พวกรุกขเทวดาจำนวนมากพากันมาอาราธนาวิงวอนขอให้ท่านพักอยู่ที่นั้นต่อไป  ยังไม่อยากให้ท่านหนีไปไหน  เขาบอกว่าเวลาท่านอยู่ที่นั้นพวกเทวดาทุกชั้นทุกภูมิได้รับความร่มเย็นเป็นสุขโดยทั่วกัน เพราะอำนาจเมตตาธรรมท่านแผ่ครอบทั่วทุกทิศทางทั้งกลางวันกลางคืน  เทวดาทั้งหลายมีความสุขมากและเคารพรักท่านมากมาย  ไม่อยากให้ท่านจากไป เมื่อท่านจากไปแล้ว  ความสุขที่พวกเขาได้รับจากท่านก็จะลดลง แม้การปกครองกันก็ไม่สะดวกเหมือนที่ท่านยังอยู่  ท่านได้บอกกับเทวดาทั้งหลายว่า เป็นความจำเป็นที่จะต้องจากไป เพราะได้รับนิมนต์แล้วว่าไป จำต้องไปตามความสัตย์ความจริง  จะเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นไม่ได้ คำพูดของพระไม่เหมือนคำพูดของโลกทั่ว ๆ ไป พระเป็นผู้มีศีลต้องมีสัตย์ ถ้าขาดคำสัตย์ศีลก็กลายเป็นสูญไปทันที  ไม่มีอะไรเหลืออยู่ในองค์พระ ฉะนั้นพระต้องรักษาสัตย์ศีล

พอตกเดือนพฤษภาคม  ท่านกับคณะลูกศิษย์ที่จะติดตามไปอุดรฯด้วย  เริ่มออกเดินทางจากที่พัก  ออกมาวัดเจดีย์หลวงและพักที่นั่น  ฝ่ายพระอาจารย์อุ่น วัดทิพย์รัตน์นิมิตกับคณะญาติโยมสชาวอุดรฯ ที่มารับท่านก็มาถึงในระยะเดียวกัน ท่านพักอยู่วัดเจดีย์หลวงราว 6-7 คืน ขณะพักอยู่ที่นั้น  มีคณะศรัทธาชาวเชียงใหม่ีที่มีความเลื่อมใสในท่านได้พร้อมกันมาอาราธนานิมนต์ให้ท่านพักอยู่ที่นั้นนาน ๆ เพื่อโปรดเมตตาชาวเชียงใหม่ต่อไป  แต่ท่านรับนิมนต์ไม่ได้ ทำนองเดียวกับเทวดาอาราธนา เพราะได้รับนิมนต์เสียแล้ว  ก่อนจะจากเชียงใหม่  ท่านเจ้าคุณราชกวีและคณะศรัทธาเชียงใหม่อาราธนาท่านขึ้นแสดงธรรมในวันวิสาขะ  เป็นกัณฑ์ต้น  เพื่อไว้ลาลัยสำหรับศรัทธาทั้งหลาย  ซึ่งผู้เขียน (หลวงตามหาบัว) ก็ไปถึงเชียงใหม่ในระยะเดียวกัน  ได้ฟังเทศน์ท่านด้วยความสนใจอย่างยิ่ง ท่านแสดงธรรม 3 ชั่วโมงพอดี ถึงจบกัณฑ์  ท่านเทศน์เป็นที่จับใจอย่างฝังลึก  ยังไม่มีเวลาลบเลือนตลอดมาถึงปัจจุบัน....ใจความสำคัญของธรรมที่ท่านแสดงในวันนั้นมีว่า  วันนี้ตรงกับวันพระพุทธเจ้า ประสูติ ตรัสรู้ และดับขันธปรินิพพาน  เราเรียกว่า วันวิสาขบูชา  พระพุทธเจ้าเกิดกับสัตว์โลกเกิดต่างกันมาก  ตรงที่ท่านเกิดแล้วไม่หลงโลกที่เกิดที่อยู่และที่ตาย  มิหนำยังกลับรู้แจ้งที่เกิด  ที่อยู่ และที่ตายของพระองค์ด้วยพระปัญญาญาณโดยตลอดทั่วถึง  ที่เรียกว่าตรัสรู้นั่นเอง  เมื่อถึงกาลอันควรจากไป  ทรงลาขันธ์ที่เคยอาศัยเป็นเครื่องมือบำเพ็ญความดีมาจนถึงขั้นสมบูรณ์เต็มที่  แล้วจากไปแบบสุดโต  สมเป็นศาสดาของโลกทั้งสาม  ไม่มีที่น่าตำหนิแม้นิดเดียว  ก่อนเสด็จจากไปโดยพระกายที่หมดหนทางเยียวยาก็ได้ประทานพระธรรมไว้เป็นองค์แทนศาสดา  ซึ่งเป็นที่น่ากราบไหว้บูชาพึ่งเป็นพึ่งตายถวายชีวิตจริง ๆ เราทั้งหลายต่างเกิดมาด้วยวาสนา  มีบุญพอเป็นมนุษย์ได้อย่างเต็มภูมิดังที่ทราบอยู่แก่ใจ แต่อย่าลืมตัวลืมวาสนาของตัว  โดยลืมสร้างคุณงามความดีเสริมต่อภพชาติของเราที่เคยเป็นมนุษย์จะเปลี่ยนแปลงและกลับกลายหายไป  ชาติต่ำทรามที่ไม่ปรารถนาจะกลายมาเป็นตัวเราเข้าแล้วแก้ไม่ตก  ความสูงศักดิ์  ความต่ำทราม  ความสุขทุกขั้นจนถึงบรมสุข  และความทุกข์ทุกขั้นจนเข้าขั้นมหันตทุกข์เหล่านี้  มีได้กับทุกคนตลอดสัตว์ถ้าตนเองทำให้มี  อย่าเข้าใจว่าจะมีได้เฉพาะผู้กำลังเสวยอยู่เท่านั้น  โดยผู้อื่นมีไม่ได้ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสมบัติกลาง  แต่กลับกลายมาเป็นสมบัติจำเพาาะของผู้ผลิตผู้ทำก็ได้  ฉะนั้น ท่านจึงสอนไม่ให้ดูถูกเหยีดหยามกัน  เมื่อเห็นเขาตกทุกข์หรือกำลังจนจนน่าทุเรศ  เราอาจมีเวลาเป็นเช่นนั้นหรือยิ่งกว่านั้นก็ได้  เมื่อถึงวาระเข้าจริง ๆ ไม่มีใครมีอำนาจหลีกเลี่ยงได้  เพราะกรรมดีชั่วเรามีทางสร้างได้เช่นเดียวกับผู้อื่น  จึงมีทางเป็นไปได้เช่นเดียวกับผู้อื่น และผู้อื่นก็มีทางเป็นไปได้เช่นที่เราป็นและเคยเป็น  ศาสนาเป็นหลักวิชาตรวจตราดูตัวเองและผู้อืุนได้อย่างแม่นยำ  และเป็นวิชาเครื่องเลือกเฟ้นได้อย่างดีเยี่ยม ไม่มีวิชาใดในโลกเสมอเหมือน  นับแต่นักบวชและปฏิบัติมาอย่างเต็มกำลังจนถึงวันนี้  มิได้ลดละการตรวจตราเลือกเฟ้นสิ่งดีชั่วที่่มี และเกิดอยู่กับตนทกระยะ  มีใจเป็นตัวการพาสร้างกรรมประเภคต่าง ๆ   จนเห็นได้ชัดว่า  กรรมมีอยู่กับผู้ทำ  มีใจเป็นต้นเหตุของกรรมทั้งมวล  ไม่มีทางสงสัย ผู้สงสัยกรรมหรือไม่เชื่อกรรมว่ามีผล  คือคนลืมตนจนกลายเป็นผู้มืดบอดอย่างช่้วยอะไรไม่ได้  คนประเภคนั้น  แม้เขาจะเกิดและได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่มาอย่างดีเหมือนชาวโลกทั้งหลายก็ตาม เขามองไม่เห็นคุณของพ่อแม่ว่าได้ให้กำเนิดและเลียงดูมาอย่างไรบ้าง  แต่เขาจะมองเห็น

เฉพาะร่างกายเขาที่เป็นคนซึ่งกำลังรกโลกอยู่โดยเจ้าตัวไม่รู้เท่านั้น  ไม่สนใจคิดว่าเขาเกิดและเติบโตมาจากท่านทั้งสอง  ซึ่งเป็นแรงหนุนร่างกายชีวิตจิตใจเขาให้เจริญเติบโตมาจนถึงปัจจุบัน  การดื่มและการรับประทานอาหารทุกประเภคล้วนเป็นการเสิรมสร้างสุขภาพ และความเจริญเติบโตแก่ร่างกายให้เป็นอยู่ตามกาลของมัน  การทำเพื่อร่างกาย  ถ้าไม่จัดว่าเป็นกรรมคือการทำ  จะควรจัดว่าอะไร  สิ่งที่ร่างกายได้รับมาเป็นประจำถ้าไม่เรียกว่าผล  จะเรียกว่าอะไรจึงจะถูกตามความจริง  ดีชั่วสุขทุกข์ที่สัตว์โลกได้รักกันมาตลอดสาย  ถ้าไม่มีแรงหนุนเป็นต้นเหตุอยู่แล้ว  จะเป็นมาได้ด้วยอะไร  ใจอยู่เฉย ๆ ไม่คะนองคิดในลักษณะต่าง ๆ อันเป็นทางมาแห่งดีและชั่ว  คนเราจะกินยาตายหรือฆ่าตัวตายได้ด้วยอะไร  สาเหตุแสดงอยู่้อย่างเต็มใจที่เรียกว่า ตัวกรรมและทำคนจนถึงตาย ยังไม่ทราบว่าตนทำกรรมแล้ว  ถ้าจะไม่้เรียกว่ามืดบอด จะควรเรียกว่าอะไร  กรรมอยู่กับตัวและตัวทำกรรมอยู่ทุกขณะ ผลก็เกิดอยู่ทุกเวลา  ยังสงสัยหรือไม่เชื่อกรรมว่ามีและให้ผลก็สุดหนทาง  ถ้ากรรมวิ่งตามคนเหมือนสุนัขวิ่งตามเจ้าของเขาก็เรียกว่าสุนัขเท่านั้นเอง  ไม่เรียกว่ากรรม  นี่กรรมไม่ใช่สุนัข  แต่คือการกระทำดีชั่วทางกาย วาจา ใจ ต่างหาก  ผลจริงคือความสุขทุกข์ที่ได้รับกันอยู่ทั่วโลก  กระทั่งสัตว์ผู้ไม่รู้จักกรรม  รู้แต่กระทำคือหาอยู่หากิน  ที่ทางศาสนาเรียกว่ากรรมของสัตว์ของบุคคล  และผลกรรมของสัตว์ของบุคคล.....กัณฑ์นี้ผู้เขียน (หลวงตามหาบัว) ได้ฟังด้วยตนเองอย่างถึงใจจากความสนใจไฝ่ฝันในองค์ท่านมานาน จึงได้นำมาลงเพื่อท่านผู้ไม่ได้ฟังจะได้อ่านกรรมตัวเองบ้าง  บางทีอาจเหมือนกรรมของผู้อื่นที่ต่างเป็นนักสร้างกรรมเหมือนกัน  พอเทศนาจบลงจากธรรมาสน์เดินมากราบพระประธาน  ท่านเจ้าคุณราชกวีเรียนขึ้นว่า  วันนี้ท่านอาจารย์เทศน์ใหญ่ สนุก ฟังกันเต็มที่สำหรับกันฑ์นี้  ท่านตอบว่า  เทศน์ซ้ำท้ายความแก่อาจมีใหญ่บ้าง  ต่อไปจะไม่ได้มาเทศน์อีก เวลานี้ก็แก่มากแล้ว  ท่านพูดนี้เหมือนจะเป็นอุบายบอกว่าจะไม่ได้กลับมาเชียงใหม่อีกแล้วในชีัวิตนี้ เลยกลายเป็นความจริงขึ้นมา  คือท่านไม่ได้กลับไปอีกจริง ๆ สมกับคำว่าเทศน์ซ้ำท้ายความแก่...ท่านพักอยู่วัดเจดีย์หลวงพอควรแก่กาลแ้ล้ว  ก็ออกเดินทางลงมากรุงเทพ ฯ ขณะออกจากวัด มีสมเด็จพระมหาวีรวงศ์  ซึ่งเวลานั้นเป็นพระราชกวีและพระผู้ใหญ่ตลอดศรัทธาญาติโยมตามส่งท่านมากมาย  และมีเทวดาเป็นจำนวนมากตามส่งท่านไปสถานีรถไฟ  ท่านว่าบนอากาศทั้งข้างหน้าข้างหลัง ข้างซ้ายข้างขวาเต็มไปด้วยเทวดาที่เหาะลอยตามส่งท่าน  แม้ไปจนถึงสถานีแล้วก็ยังไม่พากันกลับไปภูมิฐานของตน ยังคงยับยั้งรอคอยตามส่งท่านอยู่บนอากาศ  จนถึงเวลารถไฟจะเคลื่อนออกจากสถานี  ท่านว่าชุลมุนวุ่นวายพอดู  ทั้งจะแสดงอาการต้อนรับประชาชนพระเณรที่ตามส่งเป็นจำนวนมาก ทั้งจะแสดงกิริยาทางใจ




ติดตามต่อในวันพระ พฤหัสบดีที่ 6 พฤษภาคม 2553

ขออนุโมทนาเจ้าค่ะ


<a href="http://www.hidex.info/kuroya/soft/kuroflash/kuro_a04.swf" target="_blank">http://www.hidex.info/kuroya/soft/kuroflash/kuro_a04.swf</a>
บันทึกการเข้า
wisnu 01
Global Moderator
สมาชิก
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2621



« ตอบ #11 เมื่อ: 06,พฤษภาคม,2010, 08:31:11 am »



คำเทศนาของพระอาจารย์มั่น  ภูริภัตตะเถระ
ครั้งที่ 86 รวบรวมโดยหลวงตามหาบัว  ญาณสัมปันโน


ทั้งแสดงกิริยาทางใจ (ต่อ) เพื่ออวยชัยให้พรแก่เทวดาทั้งหลายที่เหาะลอยและยับยั้งอยู่ในอากาศเพื่อรับพรจากท่านเป็นวาระสุดท้าย  พอปฏิสันถารกับประชาชนเสร็จ  และรถไฟเริ่มเคลื่อนออกจากสถานีแล้ว  จึงได้ปฏิสันถารและอวยพรให้แก่เทวดาทั้งหลายบนรถไฟ  ท่านว่าน่าสงสารเทวดาบางรายที่เกิดความเลื่อมใสในท่านมาก  ไม่อยากให้ท่านจากไปแสดงความกระวนกระวายระส่ำระสาย  และเสียอกเสียใจเช่นเดียวกับมนุษย์เราดี ๆนี่เอง  เทวดาบางพวกอุตส่าห์เหาะลอยตามส่งท่านไปไกลตามขบวนรถไฟที่กำลังวิ่งตามรางไปอย่างเต็มที่  จนท่านต้องกำหนดจิตบอกให้พากันกลับไปถิ่นฐานของตน  จึงให้พากันกลับไปด้วยความอาลัยอาวรณ์อย่างไม่มีจุดหมาย  ว่าท่านจะได้กลับมาเมตตาโปรดอีกเมื่อไรหรือไม่  สุดท้ายก็พากันหมดหวังเพราะท่านมิได้กลับไปอีก  และท่านก็มิได้พูดด้วยว่า รุกขเทวดาทางเชียงใหม่ได้พากันไปฟังเทศน์เวลาท่านไปอยู่อุุดร ฯ และสกลนครแล้ว....พอรถไฟถึงกรุงเทพฯ  เข้าพักวัดบรมนิวาสตามคำสั่งทางโทรเลขของสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ที่บอกไปว่าให้ท่านไปพักวัดบรมฯ  ก่อนเดินทางไปอุดรฯ  ในระยะที่พักอยู่ที่นั้นปรากฏว่ามีคนมาถามปัญหากับท่านมาก  มีปัญหาของบางรายที่แปลกกว่าปัญหาทั้งหลายจึงได้นำมาลง  มีใจความว่า  ได้ทราบว่าท่านรักษาศีลองค์เดียว มิได้รักษาถึง 227 องค์ เหมือนพระทั้งหลายที่รักษากันใช่ไหม ? ท่านตอบว่าใช่ อาตมารักษาเพียงองค์เดียว  เขาถามว่าที่ท่านรักษาเพียงอันเดียวนั้นคืออะไร  ท่านตอบว่า  คือใจ  เขาถามว่าส่วน 227 นั้นท่านไม่ได้รักษาหรือ  ท่านตอบว่า  อาตมารักษาใจไม่ให้คิดพูดทำในทางผิด  อันเป็นการล่วงเกินข้อห้ามที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้ จะเป็น 227 หรือมากกว่านั้นก็ตาม  บรรดาที่เป็นข้อทรงบัญญัติห้าม  อาตมาก็ใจเย็นว่า  ตนมิได้ทำผิดต่อพุทธบัญญัติ  ส่วนท่านผู้ใดจะว่าอาตมารักษาศีล 227 หรือไม่นั้น  สุดแต่ผู้นั้นจะคิดจะพูดเอาตามความคิดของตน  เฉพาะอาตมาได้รักษาใจอันเป็นประธานของกายวาจาอย่างเข้มงวดกวดขันตลอดมา  นับแต่เริ่มอุปสมบท....ถามว่าการักษาศีลต้องรักษาใจด้วยหรือ ?  ท่านตอบว่า  ถ้าไม่รักษาใจจะรักษาอะไรถึงาจะเป็นศีลเป็นธรรมที่ดีงามได้  นอกจากคนที่ตายแล้วเท่านั้นจะไม่ต้องรักษาใจ แม้กายวาจาก็ไม่จำเป็นต้องรักษา  แต่ความเป็นเช่นนั้นของคนตายนักปราชญ์ท่านไม่ได้เรียกว่าเขามีศีล  เพราะไม่มีเจตนาเป็นเครื่องส่อแสดงออก  ถ้าเป็นศีลได้ควรเรียกได้เพียงว่าศีลคนตาย  ซึงไม่สำเร็จประโยขน์ตามคำเรียกแต่อย่างใด  ส่วนอาตมาใิช่คนตาย  จะรักษาศีลแบบคนตายนั้นไม่ได้  ต้องรัีกษาใจให้เป็นศีลเป็นธรรมสมกับใจเป็นผู้ทรงไว้ทั้งบุญทั้งบาปอย่างตายตัว.....เขาถามว่าได้ยินในตำราว่าไว้่ว่ารักษากายวาจาให้เรียบร้อยเรียกว่าศีล  จึงเข้าใจว่าการรักษาศีลไม่จำต้องรักษาใจก็ได้  จึงได้เรียนถามท่านอย่างนั้น  ท่านตอบว่า  ที่ว่ารักษากายวาจาให้เรียบร้อยเป็นศีลนั้นก็ถูก  แต่ก่อนกายวาจาจะเรียบร้อยเป็นศีลไำด้นั้นต้นเหตุเป็นมาจากอะไร  ถ้าไม่เป็นมาจากใจผู้เป็นนายคอยบังคับกายวาจาให้เป็นไปในทางที่ถูก เมื่อเป็นมาจากใจ  ใจจะควรปฏิบัติอย่างไรต่อตัวเองบ้าง  จึงจะควรเป็นผู้ควบคุมกายวาจาให้เป็นศีลเป็นธรรมที่น่าอบอุ่นแก่ตนเอง  และน่าเคารพเลื่อมใสแก่ผู้อื่นได้ ไม่เพียงแต่ศีลธรรมที่จำต้องอาศัยใจเป็นผู้คอยควบคุมรักษาเลย

แม้กิจการอื่น ๆ จำต้องอาศัยใจเป็นผู้ควบคุมดูแลอยู่โดยดี  การงานนั้น ๆ จึงจะเป็นที่เรียบร้อยไม่ผิดพลาด  และทรงคุณภาพโดยสมบูรณ์ตามชนิดของมัน  การรักษาโรคเขายังค้นหาสมุฏฐานของมัน  จะควรรักษาอย่างไรจึงจะหายได้เท่าที่ควร  ไม่เป็นโรคเรื้อรังต่อไป  การรักษาศีลธรรมไม่มีใจเ็ป็นตัวประธานพาให้เป็นไป  ผลก็คือความเป็นผู้มีศีลด่างพร้อย  ศีลขาด  ศีลทะลุ  ความเป็นผู้มีธรรมที่น่าสลดสังเวช  ธรรมพาอยู่ธรรมพาไปอย่างไม่มีจุดหมาย  ธรรมบอ  ธรรมบ้า  ธรรมแตก  ซึ่งล้วนเป็นจุดที่ศาสนาจะพลอยได้รับเคราะห์กรรมไปด้วยอย่างแยกไม่ออก  ไม่เป็นศีลธรรมอันน่าอบอุ่นแก่ผู้รักษา  และไม่น่าเลื่อมใส่แก่ผู้อื่นที่ีมี่ส่วนเกี่ยวข้องบ้างเลย  อาตมาไม่ได้ศึกษาเล่าเรียนมาก  บวชแล้วอาจารย์พาเที่่ยวและอยู่ตามป่าตามเขา  เรียนธรรมก็เรียนไปกับต้นไม้ใบหญ้า  แม่น้ำลำธาร  หินผาหน้าถ้ำ  เรียนไปกับเสียงนกเสียงกา  เสียงสัตว์ป่าชนิดต่าง ๆ  ตามทัศนียภาพที่มีอยู่ตามธรรมชาติของมันอย่างนั้นเอง  ไม่ค่อยได้เรียนในคัมภีร์ใบลานพอจะมีความรู้แตกฉานทางศีลธรรม  การตอบปัญหาจึงเป็นไปตามนิสัยของผู้ศึกษาธรรมเถื่อน ๆ รู้สึกจนปัญญาที่ไม่สามารถค้นหาธรรมที่ไพเราะเหมาะสมมาอธิบายให้ท่านผู้สนใจฟังอย่างภูมิใจได้..... เขาถามท่านว่า  คำว่าศีลได้แก่สภาพเช่นไร  และอะไรเป็นศีลอย่างแท้จริง ?  ท่านตอบว่า  ความคิดในแง่ต่าง ๆ อันเป็นไปด้วยความมีสติ  รู้สิ่งที่ควรคิดหรือไม่ควร  ระวังการระบายออกทางทวารทั้งสาม  คอยบังคับกายวาจาใจให้เป็นไปตามขอบเขตของศีลที่เป็นสภาพปกติ  ศีลที่เกิดจากการรักกษาในลักษณะดังกล่าวมาชื่อว่ามีสภาพปกติ  ไม่คะนองกายวาจาใจให้เป็นกิริยาที่น่าเกลียด  นอกจากความปกติดีงามทางกายวาจาใจของผู้มีศีลว่าเป็นศีลเป็นธรรมแล้ว  ก็ยากจะเรียกให้ถูกได้ว่าอะไรเป็นศีลเป็นธรรมที่แท้จริง  เพราะศีลกับผู้รักษาศีลแยกกันได้ยาก  ไม่เหมือนตัวบ้านเรือนกับเจ้าของบ้านเรือนซึ่งเป็นคนละอย่าง  ที่พอจะแยกกันออกได้ไม่ยากนัก  ว่านั่นคือตัวบ้านเรือน และนั่นคือตัวเจ้าของบ้าน  ส่วนศีลกับคนจะแยกจากกันอย่างนั้นเป็นการลำบาก  เฉพาะอาตมาแล้วแยกไม่ได้  แม้แต่ผลคือความเย็นใจที่เกิดจากการรักษาศีลก็แยกกันไม่ออก  ถ้าแยกออกได้ศีลก็อาจกลายเป็นสินค้าที่มีเกลื่อนตลาดไปนานแล้ว  และอาจมีโจรมาแอบขโมยศีลธรรมไปขายจนหมดเกลี้ยงจากตัวไปหลายรายแล้ว  เมื่อเป็นเช่นนี้ศีลธรรมก็จะกลายเป็นสาเหตุก่อความเดือดร้อนแก่เจ้าของเช่นเดียวกับสมบัติอื่น ๆ   ทำให้พุทธศาสนิกชนเกิดความเอือมระอาที่จะแสวงหาศีลธรรมกัน  เพราะได้มาแล้วก็ไม่ปลอดภัย  ดังนั้น  ความไม่รู้ว่า "อะไรเป็นศีลอย่างแท้จริง" จึงเป็นอุบายวิธีหลีกภัยอันอาจเกิดแก่ศีล และผู้มีศีลได้ทางหนึ่งอย่างแยบยชและเย็นใจ  อาตมาจึงไม่คิดอยากแยกศีลออกจากตัวแม้แยกได้  เพราะระวังภัยยาก  แยกไม่ได้อย่างนี้รู้สึกอยู่สบาย  ไปไหนมาไหนและอยู่ที่ใดไม่ต้องเป็นห่วงว่าศีลจะหาย  ตัวจะตายจากศีลแล้วกลับมาเป็นผีเฝ้ากองศีลเช่น

เช่นเดียวกับคนเป็นห่วงสมบัติ  ตายแล้วกลับมาเป็นผีเฝ้าทรัพย์ ไม่มีวันไปผุดไปเกิดฉะนั้น..... พระมหาเถระถามปัญหาพระอาจารย์มั่น โอกาศว่าง ๆ พระมหาเถระสั่งพระมาอาราธนานิมนต์ท่านอาจารย์มั่นไปหาเพื่อสัมโมทนียกถาเฉพาะ  โดยปราศจากผู้คนพระเณรเข้าไปเกี่ยวข้อง  พระมหาเถระถามประโยคแรกว่า...ท่านชอบอยู่แต่ผู้เดียวในป่าในเขา ไม่ชอบเกี่่ยวข้องกังวลกับพระเณรตลอดฆราวาส  เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมาท่านไปศึกษากับใครจึงจะผ่านปัญหานั้น ๆ ไปได้  แม้ผมเองอยู่ในพระนครที่เต็มไปด้วยนักปราชญ์เจ้าตำรับตำราพอช่วยปัดเป่าข้อข้องใจได้บางคราวยังเกิดความงงงันอั้นตู้ไปได้  ไม่มีใครสามารถช่วยแก้ให้ตกไปได้  ยิ่งท่านอยู่เฉพาะองค์เดียวเป็นส่วนมาตามที่ทราบเรื่องตลอดมาเวลาเกิดปัญหาขึ้นมา  ท่านปรึกษาปรารถกับใคร หรือท่านจักการกับปัญหานั้น ๆ ด้วยวิธีใดนิมนต์อธิบายให้ผมฟังด้วย...ท่านเล่าว่าท่านกราบเรียนด้วยความอาจหาญเต็มที่ไม่มีสะทกสะท้านเลย  เพราะได้ศึกษาจากหลักธรรมชาติอย่างนั้น  จึงกราบเรียนท่านว่า ขอประทานโอกาศ เกล้าฯ ฟังธรรมและศึกษาธรรมอยุ่ทั้งกลางวันกลางคืนไม่มีอิริยาบถต่าง ๆ นอกจากหลับไปเสียเท่านั้น  พอตื่นขึ้นมาใจกับธรรมก็สัมผัสกันทันที  ขึ้นชื่อว่าปัญหาแล้วกระผมไม่มีเวลาที่หัวใจจะว่างอยู่เปล่า ๆ เลย มีแต่การถกเถียงโต้ตอบกันอยู่ทำนองนั้น ปัญหาเก่าตกไปปัญหาใหม่เกิดขึ้นมา  การถอดถอนกิเลสก็เป็นไประยะเดียวกันกับปัญหาแต่ละข้อตกไป ปัญหาใหม่เกิดขึ้นมาก็เท่ากับรบกันกัยกิเลสใหม่  ปัญหาทั้งใกล้ทั้งไกลทั้งวงกว่้างวงแคบทั้งวงในวงนอก  ทั้งลึกทั้งตื้น  ทั้งหยาบทั้งละเอียด  ล้วนเกิดขึ้นและปะทะกันที่หัวใจ  ใจเป็นสถานที่รบกับข้าศึกทั้งมวล  และเป็นที่ปลดเปลื้องกิเลสทั้งปวง  ในขณะที่ปัญหาแต่ละข้อตกไปที่จะมีเวลาไปคิดว่าเมื่อปัญหาเกิดขึ้นเฉพาะหน้าเราจะไปศึกษาปรารภกับใครนั้น  กล้าฯ มิได้สนใจคิดให้เสียเวลายิ่งไปกว่าจะตั้งท่าฆ่าฟันห้ำหันกันกับปัญหา ซึ่งเป็นฉากของกิเลสแฝงมาพร้อมให้สบั้นหั่นแหลกกันลงไปเป็นทอด ๆ  และถอดถอนกิเลสออกได้เป็นพัก ๆ เท่านั้น จึงไม่วิตกกังวลกับหมู่คณะว่าจะมาช่วยแก้ไขปลดเปลื้องกิเลสออกจากใจได้รวดเร็ว  ยิ่งกว่าสติปัญหาที่ผลิตและฝึกซ้อมอยู่กับตนตลอดเวลา  คำว่า  อัตตาหิ อัตตโน นาโถ  ตนเป็นที่พึ่งของตนนั้น เกล้าฯ ได้ประจักษ์ใจตัวเองขณะปัญหาแต่ละข้อเกิดขึ้น และสามารถแก้ไขกันลงได้ทันท่วงทีด้วยอุบายวิธีของสติปัญญาที่เกิดกับตนโดยเฉพาะ  มิได้ไปเที่ยวคว้ามาจากตำราหรือคัมภีร์ใดในขณะนั้น  แต่ธรรมคือสติปัญญาในหลักธรรมชาติ  หากผุดออกรับออกรบและแก้ไขกันไปในตัว และผ่านพ้นไปได้ไม่อับจน  แม้จะมีอยุ่บ้างที่เป็นปัญหาลึกลับซับซ้อนที่จำต้องพิจารณากันอย่างละเอียดละออและกินเวลานานหน่อย  แต่ก็ไม่พ้นกำลังของสติปัญญาที่เคยใช้ได้ผลมาแล้วไปได้ จำต้องทะลายลงในเวลาหนึ่งจนได้  ด้วยเหตุดังที่กราบเรียนมา เกล้าฯ จึงมิได้สนใจใฝ่ฝันในการอยู่กับหมู่คณะ เพื่ออาศัยเวลาเกิดปัญหาจะได้ช่วยแก้ไข แต่สนใจไยดีต่อการอยู่คนเดียว  ความเป็นผู้เดียวเปลี่ยวกายเปลี่ยวใจเป็นสิ่งที่พอใจแล้วสำหรับเกล้าฯ ผู้มีวาสนาน้อย  แม้ถึงคราวตายก็อยุ่ง่ายตายสะดวก  ไม่พะรุงพะรังห่วงหน้าห่วงหลัง  สิ้นลมแล้วก็สิ้นเรื่องไปพร้อม ๆ กัน ต้องขอประทานโทษที่เรียนตามความโง่ของตนจนเกินไป ไม่มีความแยบคายแสดงออกพอเป็นที่น่าฟังบ้างเลย..ท่านว่าพระมหาเถระฟังท่านกราบเรียนอย่างสนใจและเลื่อมใสในธรรมที่เล่าถวายเป็นอย่างยิ่ง  พร้อมกับอนุโมทนาว่า เป็นผู้สามารถสมกับชอบอยู่ในป่าในเขาคนเดียวจริง ๆ




ติดตามต่อในวันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม 2553

ขออนุโมทนาเจ้าค่ะ
บันทึกการเข้า
wisnu 01
Global Moderator
สมาชิก
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2621



« ตอบ #12 เมื่อ: 10,พฤษภาคม,2010, 10:31:52 am »



คำเทศนาของพระอาจารย์มั่น  ภูริภัตตะเถระ
ครั้งที่ 87 รวบรวมโดยหลวงตามหาบัว  ญาณสัมปันโน


คนเดียวจริง ๆ (ต่อ)  ธรรมที่แสดงออก ท่านว่าจะไปเที่ยวค้นดูในคัมภีร์ไม่มีวันเจอ เพราะธรรมในคัมภีร์กับธรรมที่เกิดจากใจอันเป็นธรรมที่เกิดจากธรรมชาติต่างกันอยู่มาก  แม้ธรรมในคัมภีร์ที่จาลึกมาจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้าว่าเป็นธรรมบริสุทธิ์  เพราะผู้จารึกเป็นคนจริงคือเป็นผู้บริสุทธิ์เหมือนพระพุทธองค์หก  แต่พอตกมานาน ๆ ผู้จารึกต่อ ๆ มาอาจไม่เป็นผู้บริสุทธิ์อย่างแท้จริงเหมือนรุ่นแรก  ธรรมจึงอาจมีทางลดคุณภาพลงตามส่วนของผู้จารึกพาให้เป็นไป  ฉะนั้น ธรรมในคัมภีร์กับธรรมที่เกิดขึ้นจากใจที่สด ๆ ร้อน ๆ จึงน่าจะต่างกันแม้เป็นะธรรมด้วยกัน ผมหายสงสัยในข้อที่ถามท่านด้วยความโง่ของตนแล้ว  แต่ความโง่ชนิดนี้ทำให้เกิดประโยชน์ได้ดี  เพราะถ้าไม่ถามแบบโง่ ๆ ก็จะไม่ได้ฟังอุบายแบบฉลาดแหลมคมจากท่าน  วันนี้ผมจึงเป็นทั้งฝ่ายขายความโง่และซื้อความฉลาด หรือจะเรียกว่าถ่ายความโง่เขลาออกไปไล่ความฉลาดเข้ามาก็ไม่ผิดผมยังสงสัยอีกเป็นบางข้อ  คือที่ว่าพระสาวกท่านทูลลาพระศาสดาออกไปบำเพ็ญอยู่ในที่ต่าง ๆ  เวลาเกิดปัญหาขึ้นมาก็กลับมาเฝ้าทูลถาม เพื่อทรงช่วยชี้แจงปัญหานั้น ๆ จนเป็นที่เข้าใจ  แล้วทูลลาออกไปบำเพ็ญเพียรตามอัธยาสัย  นั้นเป็นปัญหาประเภคใด  พระสาวกจึงไม่สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเอง ต้องมาทูลถามพระองค์ให้ทรงช่วยชี้แจงแก้ไข....  ท่านกราบเรียนว่า  เมื่อมีผู้ช่วยก็ทำให้เกิดผลโดยรวดเร็วโดยไม่ต้องเสียเวลานาน  นิสัยคนเราที่ชอบหวังพึ่งผู้อื่นย่อมจะต้องดำเนินตามทางลัด  ด้วยความแน่ใจว่าต้องดีกว่าตัวเองพยายามไปโดยลำพัง  นอกจากทางไกลไปมาลำบากจริง ๆ ก็จำต้องตะเกียกตะกายไปด้วยกำลังสติปัญญาของตน แม้จะช้าบ้างก็ทนเอา  เพราะพระพุทธเจ้าผู้ทรงรู้เห็นโดยตลอดทั่วถึงทรงแก้ปัญหาข้อข้องใจ ย่อมทำให้เกิดความกระจ่างแจ้งชัด และได้ผลรวดเร็วผิดกับที่แก้ไขโดยลำพังเป็นไหน ๆ  ดังนั้นบรรดาสาวกที่มีปัญหาข้องใจจึงต้องมาทูลถามให้ทรงพระเมตตาแก้ไขเพื่อผ่านไปได้รวดเร็วสมปรารถนา  แม้กระผมเองถ้าพระองค์ยังทรงพระชนม์อยูและอยู่ในฐานะจะพอเฝ้าได้ก็ต้องไป และทูลถามปัญหาให้สมกับที่หิวกระหายมาเป็นเวลานาน  ไม่ต้องมาถูไถคืบคลานให้ลำบากและเสียเวลาดังที่เป็นมา  เพราะการวินิจฉัยด้วยตัวเองโดยลำพังเป็นการลำบากมาก  แต่ต้องทำเพราะไม่มีที่พึ่งนอกจากตัวเองเป็นที่พึ่งของตัวเองดังที่ได้กล่าวมาแล้ว  ความมีครูอาจารย์สั่งสอนโดยถูกต้องแม่นยำ  คอยให้อุบายทำให้ผู้ปฏิบัติตามดำเนินไปโดยสะดวกราบรื่นและถึงเร็ว  ผิดกับการดำเนินไปแบบสุ่มเดาโดยลำพังตนเองอยู่้มาก  ทั้งนี้เกล้าฯ เห็นโทษในตัวเกล้าฯ เอง  แต่ก็จำเป็นเพราะไม่มีอาจารย์คอยให้อุบายสั่งสอนในสมัยนั้น ทำไปแบบด้นเดาและล้มลุกคลุกคลาน  ผิดมากกว่าถูก  แต่สำคัญที่ความหมายมั่นปั้นมือเป็นเจตนาที่เด็ดเดี่่ยวอาจหาญมาก  ไม่ยอมลดละล่าถอยจึงพอมีทางทำให้สิ่งที่ขรุขระมาโดยลำดับค่อย ๆ กลับกลายคลายตัวออกทีละน้อย ๆ พอให้ความราบรื่นชื่นใจ  ได้มีโอกาศคืบคลานและเดินได้เป็นลำดับมา  พอได้ลืมตาดูโลกธรรมได้เต็มตาเต็มใจดังที่เรียนให้ทราบตลอดมา

ปัญหาระหว่างพระมหาเถระยังมีอยู่อีก แต่ที่เห็นว่าสำคัญได้นำมาลงบ้างแล้วจึงขอผ่าน.....ขณะท่่านพักอยู่กรุงเทพฯ มีผู้มาอารธนานิมนต์ไปฉีันในบ้านเสมอ  แต่ท่านขอผ่านเพราะไม่สะดวกแก่การปฏิบัติต่อสรีรกิจประจำวันหลังจากฉันเสร็จแล้ว  พอควรแก่การแล้วท่านเริ่มออกเดินทางมาพักโคราชตามคำอารธนาของคณะศัทธาชาวนครราชสีมา  พักที่ป่าสาลวัน  ขณะพักอยู่ที่นั้นก็มีท่านผู้สนใจมากถามปัญหาหลายราย  มีปัญหาที่น่าคิดอยู่ข้อหนึ่ง  ผู้เขียนฟังจากท่านแล้วยังจำได้ไม่หลงลืม  ทั้งที่ผู้เขียนเป็นคนหลงลืมเก่ง  ปัญหานั้นเป็นเชิงหยั่งหาความจริงในท่านว่าจะมีความจริงมากน้อยเพียงไร สมคำเล่าลือของประชาชนหรือไม่  เจ้าของปัญหาก็ลูกศิษย์กรรมฐานเพื่อมุ่งหาความจริงอยู่อย่างเต็มใจจริง ๆ   เริ่มต้นปัญหาว่า...เท่าที่ท่านอาจารย์มาโคราชคราวนี้  เป็นการมาเพื่ออนุเคราะห์ประชาชนตามคำนิมนต์เพียงอย่างเดียว  หรือยังมีหวังเพื่อมรรรคผลนิพพานอยู่ด้วยในการรับนิมนต์คราวนี้  ท่านตอบว่า  อาตมาไม่หิว  อาตมาไม่หลง จึงไม่หาอะไรให้ยุ่งไป  อันเป็นการก่อทุกข์ใส่ตัว  คนหิวอยู่เป็นปกติสุขไม่ได้จึงได้วิ่งหาโน่นหานี่  เจออะไรก็คว้าติดมือมาโดยไม่คำนึงว่าผิดหรือถูก  ครั้นแล้วสิ่งที่คว้ามาก็มาเผาตัวเองให้ร้อนยิ่งกว่าไฟ  อาตมาไม่หลงจึงไม่แสวงหาอะไร  คนที่หลงจึงต้องแสวงหา  ถ้าไม่หลงก็ไม่ต้องหา จะหาไปให้ลำบากทำไม  อะไร ๆ ก็มีอยู่กับตัวเองอย่างสมบูรณ์อยู่แล้ว  จะตื่นเงาและตะครุบเงาไปทำไม  เพราะรู้แล้วว่าเงาไม่ใช่ตัวจริง ตัวจริงคือสัจจะทั้งสี่ก็มีอยู่ในกายในใจอย่างสมบูรณ์แล้ว และรู้จนหมดสิ้นแล้ว จะหาอะไรกันอีกถ้าไม่หลง ชีวิตลมหายใจยังมีและผู้มุ่งประโยชน์กับเรายังมี ก็สงเคราะห์กันไปอย่างนั้นเอง หาคนดีมีธรรมในใจนี้หายากยิ่งกว่าหาเพชรนิลจินดาเป็นไหน ๆ  ได้คนเพียงคนเดียวคนเดียวย่อมมีคุณค่ามากกว่าได้เิงินเป็นล้าน ๆ  เพราะเงินเป็นล้าน ๆ ไม่สามารถทำความร่มเย็นให้แก่โลกได้อย่างถึงใจเหมือนได้คนดีมาทำประโยชน์  คนดีแม้เพียงคนเดียวยังสามารถทำความเย็นใจให้แก่โลกได้มากมายและยั่งยืน  เช่น  พระพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งหลายเป็นตัวอย่าง  คนดีแต่ละคนมีคุณค่ามากกว่าเงินเป็นก่ายกอง  และเห็นคุณค่าแห่งความดีของตนที่จะทำต่อไปมากกว่าเงิน  แม้จะจนก็ยอมจน ขอแต่ให้ตัวดีและโลกมีความสุข  แต่คนโง่ชอบเงินมากกว่าคนดีและความดี  ขอแต่ได้เงินแม้ตัวจะเป็นอย่างไรไม่สนใจคิด  ถึงจะชั่วช้าลามกหรือแสนโสมมเพียงไรก็ตาม  ขนาดนายยมบาลเกลียดกลัวไม่อยากนับเข้าบัญชีผู้ต้องหา  กลัวจะไปทำลายสัตว์นรกด้วยกันให้เดือดร้อนฉิบหายก็ไม่ว่า  ขอแต่ได้เงินก็เป็นที่พอใจส่วนจะผิดถูกประการใด  ถ้าบาปมีก็คอยคิดบัญชีกันเองโดยเขาไม่ยุ่งเกี่ยว  คนดีกับคนชั่วและสมบัติกับเงินทองกับธรรมคือคุณงามความดีผิดกันอย่างนี้แล  ใครมีหูมีตาก็รีบคิดเสียอย่าทันให้สายเกินไป  จะหมดหนทางเลือกเฟ้น  การให้ผลก็ต่างกันสุดแต่กรรมของตนจะอำนวย จะทักท้วงหรือคัดค้านไม่ได้  กรรมอำนวยให้อย่างไดก็ต้องยอมรับเอาอย่างนั้น  ฉะนั้น  สัตว์โลกจึงต่างกัน  ทั้งภพกำเนิด  รูปร่าง  ลักษณะ  จริต  นิสัย  สุข  ทุกข์  อันเป็นสมบัติประจำตัวของแต่ละราย  แบ่งหนักแบ่งเบากันไม่่ได้  ใครมีอย่างไรก็หอบหิ้วไปเอง ดีชั่ว  สุขทุกข์ก็ยอมรับ  ไม่มีอำนาจปฏิเสธได้  เพราะไม่ใช่แง่กฏหมาย  แต่เป็นกฏของกรรมหรือกฏของตัวเองทำขึ้น  ไม่ใช่กฏของใครไปทำให้ ตัวเองทำเอง  ถามอาตมาเพื่ออะไรอย่างนั้น  การตอบปัญหาคราวนี้รู้สึกเข้มข้นพอดู  นี้ทราบจากท่านเองและพระที่ติดตามเล่าให้ฟัง  รู้สึกว่าถึงใจและจำไม่ลืม

เขาตอบท่านว่า ขอประทานโทษ  พวกกระผมเคยได้ยินกิตติศัพย์กิตติคุณท่านอาจารย์โด่งดังมานานแล้ว  ไม่ว่าครูอาจารย์หรือพระเณรองค์ใดตลอดฆราวาส  ใครพูดถึงอาจารย์มักพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า  อาจารย์ไม่ใช่พระธรรมดา  ดังนี้จึงกระหายอยากฟังเมตตาธรรมท่าน  แล้วได้เรียนถามไปตามความอยากความหิว  แต่ไม่มีความฉลาดรอบคอบในการถามซึ่งอาจทำความกระเทือนแก่ท่านอยู่บ้าง  กระผมก็สนใจปฏิบัติมานานพอสมควร  จิตใจก็นับว่าได้รับความเย็นประจักษ์เรื่อยมา  ไม่เสียชาติที่เกิดมาได้พบพระศาสนาและยังได้กราบไหว้ครูอาจารย์ผู้ศักดิ์สิทธิ์วิเศษด้วยการปฏิบัติและคุณธรรม  แม้ปัญหาธรรมที่เรียนถามวันนี้ก็ได้รับความแจ้งชัดเกินคาดหมาย  วันนี้เป็นหายสงสัยเด็ดขาดตามภูมิของคนยังมีกิเลสที่ยังอยู่ก็ตัวเองเท่านั้นจะสามารถปฏิบัติให้ได้ให้ถึงมากน้อยเพียงใด...ท่านตอบซ้ำอีกว่า  โยมถามมาอย่างนั้น  อาตมาก็ต้องตอบไปอย่างนั้น  เพราะอาตมาไม่หิวไม่หลง  จะให้อาตมาไปหาอะไรอีก  อาตมาเคยหิวเคยหลงมาพอแล้วครั้งปฏิบัติที่ยังไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรโน้น  อาตมาแทบตายอยู่ในป่าในเขาคนเดียวไม่มีใครไปเห็นจนพอลืมหูลืมตาได้บ้าง  จึงมีคนนั้นคนนี้ไปหา  แล้วร่ำลือกันว่าวิเศษอย่างนั้นอย่างนี้  ขณะอาตมาสลบสามหนรอดตายครั้งนั้น  ไม่เห็นใครทราบและร่ำลือบ้าง  จนเลยขั้นสลบและขั้นตายมาแล้ว  จึงมาเล่าลือกันหาประโยชน์อะไร  อยากได้ของดีที่มีอยู่กับตัวเราทุกคนก็พากันปฏิบัติเอาทำเอา  เมื่อเวลาตายแล้วจึงพากันวุ่นวาย  หานิมนต์พระมาให้บุญ กุสลามาติกา  นั่นไม่ใช่เกาถูกที่คันน๊ะ  จะว่าไม่บอก  ต้องรีบเกาให้ถูกที่คันเสียแต่บัดนี้  โรคคันจะได้หาย  คือเร่งทำความดีเสียแต่บัดนี้จะได้หายห่วงหายหวงกับอะไร ๆ ที่เป็นสมบัีติของโลก  มิใช่สมบัติอันแท้จริงของเรา  แต่พากันจับจองเอาแต่ชื่อของมันเปล่า ๆ ตัวจริงไม่มีใครเหลียวแล  สมบัติในโลกเราแสวงหามาเป็นความสุขแก่ตัวก็พอหาได้  จะแสวงหามาเป็นไฟเผาตัวก็ทำให้ฉิบหายขได้จริง ๆ   ข้อนี้ขึ้นอยู่กับความฉลาดและความโง่เขลาของผู้แสวงหาแต่ละราย  ท่านผู้พ้นทุกข์ไปได้ด้วยความอุตส่าห์สร้างความดีใส่ตน  จนกลายเป็นสรณะของพวกเรา  จะเข้าใจว่าท่านไม่มีสมบัติเงินทองเครื่องหวงแหนอย่างนั้นหรือ  เข้าใจว่าเป็นคนร่ำรวยสวยงามเฉพาะสมัยของพวกเราเท่านั้นหรือ  จึงพากันรักพากันหวงพากันห่วงจนไม่รู้จักเป็นไม่รู้จักตาย  บ้านเมืองเราสมัยนี้ไม่มีป่าช้าำสำหรับฝังหรือเผาคนตายอย่างนั้นหรือ  จึงสำคัญว่าตนจะไม่ตายและพากันประมาทจนลืมเนื้อลืมตัว  กลัวแต่จะไม่ได้กินไม่ได้นอน  กลัวแต่จะไม่ได้เพลิดไม่ได้เพลินประหนึ่งโลกจะดับสูญไปในเดี๋ยวนี้  จึงรีบพากันรีบตักตวงเอาแต่ความไม่เป็นท่าใส่ตนแทบหาบไม่ไหว  อันสิ่งเหล่านี้แม้แต่สัตว์เขาก็มิได้เหมือนมนุษย์เรา




ติดตามต่อในวันพฤหัสบดีที่ 13 พฤษภาคม 2553

ขออนุโมทนาเจ้าค่ะ

<a href="http://www.hidex.info/kuroya/soft/kuroflash/kuro_a04.swf" target="_blank">http://www.hidex.info/kuroya/soft/kuroflash/kuro_a04.swf</a>
บันทึกการเข้า
wisnu 01
Global Moderator
สมาชิก
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2621



« ตอบ #13 เมื่อ: 13,พฤษภาคม,2010, 10:34:27 am »



คำเทศนาของพระอาจารย์มั่น  ภูริภัตตะเถระ
ครั้งที่ 88 รวบรวมโดยหลวงตามหาบัว  ญาณสัมปันโน


อันสิ่งเหล่านี้แม้แต่สัตว์เขาก็มิได้เหมือนมนุษย์เรา (ต่อ) อย่้าสำคัญตนว่าเก่งกาจสามารถฉลาดรู้ยิ่งกว่าเขาเลย  ถึงกับสร้างความมืดมิดปิดตาทับถมตัวเองจนไม่มีวันสร้างซา เมื่อถึงเวลาจนตรอก อาจจนยิ่งกว่าสัตว์ ใครจะไปทราบได้ ถ้าไม่เตรียมทราบไว้เสียแต่บัดนี้ซึ่งอยู่ในฐานะที่ควร  อาตมาต้องขออภัยด้วยถ้าพูดหยาบคายไป แต่คำพูดที่สั่งสอนให้คนละชั่วทำดียังจัดเป็นคำหยาบคายอยู่แล้ว  โลกเราก็จะถึงคราวหมดสิ้นศาสนา เพราะไม่มีผู้ยอมรับความจริง การทำบาปหยาบคายจึงมีมาประจำตนแทบทุกคนทั้งให้ผลเป็นทุกข์  ตนยังไม่อาจรู้ได้และตำหนิมันบ้างพอมีทางคิดแก้ไข แต่กลับตำหนิคำสั่งสอนว่าหยาบคายนับว่าเป็นโรคที่หมดหวัง  ตอนนี้ต้องขออภัียท่านสุภาพชนทั้งหลาย  ที่ได้บังอาจเขียนแบบคนไม่มีสติอยู่้กับตัวเอาเลย  ทั้งนี้ความมุ่งหมายเพื่อสงวนธรรมที่ท่านเมตตาแสดงในบางครั้งให้คงเส้นคงวาไว้บ้าง เพื่อบางท่านได้พิจารณาถือเอาความจริงในธรรมนี้  ไม่อยากให้ลดลงจากระดับเดิมของท่าน จึงพยายามหลับหูหลับตาเขียนไปตามเนื้อหา...สำหรับปัญหาธรรมนั้นไม่ว่าท่านจะไปพักที่ใด มีคนมาเรียนถามมิได้ขาดแต่ไม่สามารถจำได้ทุกบททุกบาท ทั้งอาจารย์ทั้งหลายที่ได้ให้ต้นฉบับมาแต่ละองค์และผู้เขียนจำมาเอง ประโยคใดที่สดุดใจนั้นก็จำไว้และบันทึกไว้  ประโยคที่ี่ไม่สะดุดใจก็หลงลืมจำต้องปล่อยให้ผ่านไป...ท่านพักนครราชสีมาพอสมควรแล้วออกเดนทางต่อไปยังจังหวัดอุดรธานี มาถึงขอนแก่นทราบว่า พี่น้องชาวขอนแก่นไปรอรับท่านที่สถานีคับคั่ง  และพร้อมกันอาราธนาท่านให้ลงแวะพักเมตตาที่ขอนแก่นก่อน  แล้วค่อยเดินทางต่อไปอุดรฯ แต่ท่านไม่อาจแวะตามคำนิมนต์ได้ จึงพากันพลาดหวังไปบ้างในโอกาศที่ควรจะได้นั้น เมื่อท่านถึงอุดรฯ ทราบว่า  ท่านตรงไปพักวัดโพธิสมภรณ์กับท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ก่อน  มีประชาชนจากจังหวัดหนองคายบ้าง  สกลนครบ้าง  อำเภอต่าง ๆ ของจังหวัดอุดรบ้าง มารอกราบนมัสการท่าน...จากวัดโพธิสมภรณ์ก็ไปพักที่วัดโนนนิเวสน์และจำพรรษาที่นั่น  เวลาท่านจำพรรษาที่วัดโนนนิเวศน์  ทราบว่าท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ทีวัดโพธิ์ฯ ได้พาคณะศรัทธาทั้ง
ข้าราชการและพ่อค้าประชาชนไปรับโอวาทท่านทุกวันพระตอนเย็น ๆ มิได้ขาด  เพราะท่านเจ้าคุณธรรมฯ เองอุตส่าห์เดินทางไปอาราธนานิมนต์ท่านอาจารย์มั่น  ที่จังหวัดเชียงใหม่  ซึ่งไกลแสนไกล  และยังอุส่าห์ด้นดั้นเข้าไปจนถึงที่อยุ่ของท่านด้วย จึงได้องค์ท่านมาโปรดชาวอุดรฯ เป็นต้น  สมความปรารถนา  ท่านเจ้าคุณธรรมฯ จึงเป็นผู้มีพระคุณมากแก่พวกเราที่ได้เห็นได้ยินธรรมท่านเวลามาถึงอุดรฯ แล้ว  ปกติท่านเจ้าคุณเป็นผู้สนใจในธรรมปฏิบัติเป็นประจำนิสัยมาดั้งเดิม  ถ้าพูดคุยกับท่านนานเท่าไร ท่านไม่แสดงอาการเหน็ดหนื่อยให้ปรากฏเลย ยิ่งเป็นธรรมฝ่ายปฏิบัติด้วยแล้วท่านยิ่งชอบเป็นพิเศษ  ท่านรักและเลื่อมใสอาจารย์ัมั่นมาก  เวลาท่านพระอาจารย์อยู่อุดรฯ ท่านเป็นผู้เอาใจใส่เป็นพิเศษ

และคอยสอบถามสุขทุกข์ท่านอาจารย์จากใครต่อใครอยู่เสมอ  นอกจากนั้นยังพยายามชักชวนให้ประชาชนไปรู้จักและสนิทสนมกับท่านอาจารย์อยู่เสมอ  ถ้าเขาไม่กล้าไป ท่านเป็นผู้พาไปเองโดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย คุณธรรมท่านในข้อนี้รู้สึกว่าเด่นมาเป็นพิเศษและน่าเลื่อมใสมาก...ออกพรรษาแล้วอากาศแห้งแล้ง  ท่านอาจารย์ชอบออกไปวิเวกอยู่ตามบ้านนอกเพื่อบำเพ็ญสมนธรรมตามนิสัย  บ้านหนองเค็มที่อยู่ห่างตัวเมืองราว 300 เส้น (1 เส้น= 40 เมตร,ประมาณ 12 กิโลเมตร/วิษณุ) เป็นหมู่บ้านที่ท่านชอบไปพักเป็นเวลานาน ๆ หมู่บ้านนี้มีป่าไม้ร่มรื่นดีเหมาะกับการบำเพ็ญธรรม...ท่านจำพรรษาอยู่จังหวัดอุดร นับว่าได้ทำประโยชน์แก่ประชาชนพระเณรอย่างมากมาย  แถบจังหวั้ดและอำเภอใกล้เคียงกับจังหวัดอุดรฯ ที่ท่านพักอยู่มีประชาชนพระสงฆ์ทยอยกันมาบำเพ็ญกุศลและสดับธรรมมิได้ขาด  เพราะท่านเหล่านี้ก็เคยเป็นลูกศิษย์เก่าแก่  สมัยที่ท่านมาบำเพ็ญอยู่ก่อนที่จะเดินทางไปจังหวัีดเชียงใหม่แล้ว  ดังนั้น เมื่อทราบว่าท่านมาจึงต่างมีความดีใจกระหยิ่มยิ้มแย้ม  อยากมาพบมาเห็นและทำบุญกับท่านให้ทานสดับตรับฟังโอวาทกับท่าน  ในระยะนั้นอายุท่านยังไม่แก่นักราว ๆ 70 ปี การไปมาในทิศทางใดก็พอสะดวกอยู่บ้าง ประกอบกับท่านมีนิสัยคล่องแคล่วว่องไวลุกง่ายไปเร็วอยู่ด้วย และไม่ชอบอยู่ในที่แห่งเดียวเป็นประจำ ชอบเที่ยวซอกแซกตามป่าตามเขาที่เห็นว่าสงบสงัดปราศจากสิ่งก่อกวน  ที่อุดรฯ ก็ปรากฏว่ามีผู้มาเรียนถามปัญหาธรรมกับท่านบ่อย ๆ เช่นที่อื่น ๆ เหมือนกัน ปัญหาีที่เขาถามท่านมีคล้ายคลึงกับปัญหาที่ผ่านมาแล้วก็มี  ที่แปลกต่างกันออกไปตามความคิดความเห็นของผู้ถามก็มี  ที่คล้ายคลึงกันได้แก่ปัญหาที่เกี่ยวกับบุพเพสันนิวาสของสัตว์ที่เคยสร้างความดีมาเป็นลำดับ ไม่ละนิสัยวาสนาของตนหนึ่ง บุพเพสันนิวาสของสามีภรรยาที่เคยครองรักอยู่ร่วมกันมาหนึ่ง  ทั้งสองข้อนี้ท่านว่ามีผู้สงสัยถามมากกว่าข้ออื่น ๆ ...ในข้อแรก ท่านมิได้ระบุปัญหาี่เขาถามลงอย่างชัดเจนว่า เขาถามอย่างนั้น ๆ เป็นแต่ท่านปรารภแล้วอธิบายไปเองทีเดียวว่า  สิ่งเหล่านี้ต้องมีการริเริ่มก่อตั้งเจตนาขึ้นมาให้เป็นทางเดินแห่งภพชาติของผู้เกี่ยวข้องกับตน และตนจะเกี่่ยวข้องกับผู้นั้น...ส่วนข้อสองต่อมาท่านระบุปัญหาที่เขาถามว่า  คำว่าบุพเพสันนิวาสนี้เราจะรู้ได้อย่างไรว่า หญิงชายรักกันอย่างนี้เป็นบุพเพสันนิวาส รักกันอย่างนั้นไม่่ใช่บุพเพสันสิวาส ก็รักและอยู่้ร่วมกันไปแบบคนตาบอด  เกิดความหิวจัดคว้าอาหารมารับประทานนั่นแล  อะไรถูกมือก็รับไปพอประทังชีวิตไปวัน ๆ หนึ่ง บุพเพสันนิวาสก็เช่นเดียวกัน  ทั้งที่มีอยู่กับสัตว์บุคคลทั่วไปแต่จะคว้าถูกจุดของบุพเพสันนิวาส  คือรักและอยุ่ร่วมกับผู้เคยเป็นบุพเพสันนิวาสกันนั้นเป็นสิ่งที่หาเจอได้ยากมาก เนื่องจากกิเลสตัวรัก ๆ นี้้มันมิไ้ด้ไว้หน้าใครและมิได้รอคอบให้บุพเพสันนิวาสมาวินิจฉัยหรือตัดสินก่อนมัน  ขอแต่ว่าเป็นหญิงหรือเป็นชายที่ต้องกับเพศและนิสัยของมันแล้ว เป็นต้องรักและคว้าดะไปเลย  กิเลสตัวรักนี้แลที่พาให้คนเป็นนักต่อสู้แบบไม่รู้จักเป็นไม่รู้จักตาย  ไม่รู้จักสูงจักต่ำ  ไม่รู้จักใกล้จักไกล ไม่รู้จักเลือกสรรปันแบ่ง ว่ามากไปหรือน้อยไป ควรหรือไม่ควรเพียงไร

มีแต่จะสู้ตายเอาท่าเดียว ไม่ยอมแพ้แม้จะพลาดท่าหรือตายไปก็ยังไม่ยอมทิ้งลวดลายที่เคยเป็นนักต่อสู้เอาเลย  นี่แลเรื่องของกิเลสตัวรัก  มันแสดงตัวเด่นอยู่ในหัวใจของสัตว์โลกอย่างเปิดเผย  ไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจของใครเอาง่าย ๆ ผู้ต้องการมีหลักฐานและความีประมาณเป็นเครื่องทรงตัวไว้่บ้าง  จึงไม่ควรปล่อยให้มันวิ่งแซงหน้าไปตามนิสัยโดยถ่ายเดียว  ควรมีการหักห้ามกันบ้างพอมีทางตั้งตัว  แม้จะไม่ทราบบุพเพสันนิวาสของตัว  ก็ยังพอมีทางยับยั้งใจได้บ้างไม่ถูกมันจับถูกไถเข้าถ้ำเข้ารูลงเหวตกบ่อไปท่าเดียว  ความรู้บุพเพสันนิวาสของตนนี้  ถ้าไม่ใช่นักปฏิบัติจิตภาวนา  ซึ่งมีนิสัยรู้เหตุการณ์ต่าง ๆ ก็ยากที่จะทราบได้  แต่อย่างไรก็ตามเราควรมิสติหักห้ามมันอยู่เสมอ  อย่าปล่อยให้มันพาไหลลงสู่ใจที่โสมมแบบน้ำล้นฝั่งไม่มีอะไรกั้นก็แล้วกัน ยังพอมีหวังครองตัวไปได้ ไม่จอดจมหล่มลึกลงในกลางทะเลแห่งความรักอันไม่มีประมาณโดยถ่ายเดียว.....เขาถามท่านอีกปัญหาหนึ่งว่า  ระหว่างสามีภรรยาที่อยู่ร่วมกันด้วยความผาสุขเย็นใจตลอดมา  ไม่ประสงค์จะให้พลัีดพลากจากกันในภพต่อไป  เกิดชาติใดภพใดขอให้ได้เป็นสามีภรรยากันตลอดไป จะปฏิบัติอย่างไรจึุงจะสมหวัง  ถ้าต่างคนต่างตั้งความปรารถนาให้ได้พบกันทุกภพทุกชาติจะเป็นไปได้ไหม  ท่านตอบว่า  ความปรารถนานั้นเป็นเพียงทางเดินของจิตใจผู้มุ่งหมายเท่านั้น  ถ้าไม่ดำเนินตามปรารถนาก็ไม่เกิดประโยชน์ตามความมุ่งหมาย เช่น คนต้องการเป็นคำร่ำรวย  แต่เกียจคร้านในการแสวงหาทรัพย์  ความร่ำรวยก็เป็นไปไม่ได้ ต้องอาศัยความขวนขวายตามเจตนาจำนงที่ตั้งไว้ด้วยจึงจะสมหวัง  นี่ก็เหมือนกัน  ถ้าต้องการเป็นสามีภรรยาครองรักกันอย่างมีความสุขทุกภพทุกชาติไป ไม่อยากให้พลัีดพรากจากกัน  ต้องมีจิตใจคือทัศนะตรงกันต่างคนต่างอยู่ในขอบเขตของกันและกัน  ไม่ชอบแสวงหาเศษหาเลยอันเป็นการทำลายจิตใจและความสุขความไว้วางใจกัน  ต่างคนต่างเป็นผู้รักศีลรักธรรม มีความประพฤติดีไว้วางใจกันได้  ความรู้ความเห็นลงรอยกัน  ต่างพยายามรักษาความปรารถนาด้วยการทำดี  ย่อมมีทางสมหวังไม่เหนือความพยายามของผู้ปรารถนาไปได้เลย แต่ถ้าความประพฤติทุกด้านแบบตรงกันข้ามกัน แม้ต่างคนต่างปรารถนาสักกี่ร้อยกี่พันครั้งก็ไม่มีทางสำเร็จ  เพราะเป็นการทำลายความปรารถนาของตน...ท่านย้อนถามว่า  โยมปรารถนาเพียงอยากอยู่ร่วมกันเท่านั้น  ไม่ปรารถนาอะไรอื่นบ้างหรือ  เขาตอบท่านว่า  นอกนั้นก็ไม่ทราบว่าจะปรารถนาอะไรอีก  เพราะความปรารถนาอยากได้เงินได้ทอง  อยากได้บริษัทบริวาร อยากได้ยศถาบรรดาศักดิ์ อยากเป็นพระมหากษัตริย์  อยากไปสวรรค์นิพพาน  ก็ยังอดลืมภรรยาซึ่งเป็นที่รักไม่ได้อยู่นั่นเอง  เพราะนี่เป็นจุดใหญ่แห่งความปรารถนาของโลก  เลยต้องปรารถนาเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่สำหรับปุถุชนก่อน จากนั้นถ้าพอเป็นไปได้ก็พิจารณากันไป  กระผมจึงเรียนถามเรื่องนี้ก่อน  แม้กลัวท่านดุและอายท่านก็ทนเอา  เพราะความจริงของโลกโดยมากเป็นกันอย่างนี้กันทั้งนั้น เป็นแต่จะกล้าพูดหรือไม่เท่านั้น




ติดตามต่อในวันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม 2553



<a href="http://www.hidex.info/kuroya/soft/kuroflash/kuro_a04.swf" target="_blank">http://www.hidex.info/kuroya/soft/kuroflash/kuro_a04.swf</a>
บันทึกการเข้า
wisnu 01
Global Moderator
สมาชิก
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2621



« ตอบ #14 เมื่อ: 17,พฤษภาคม,2010, 08:16:52 am »



คำเทศนาของพระอาจารย์มั่น  ภูริภัตตะเถระ
ครั้งที่ 89 รวบรวมโดยหลวงตามหาบัว  ญาณสัมปันโน


เป็นแต่จะกล้าพูดหรือไม่เท่านั้น (ต่อ) ท่านหัวเราะแล้วถามเขาว่า ถ้าเป็นดังที่ว่านี้ โยมไปไหนก็ต้องเอาแม่เด็กไปด้วยใช่ไหม เขาหัวเราบ้างแล้วเรียนท่านว่า กระผมอายจะเรียนท่านตามความหยาบของปุทุชนที่เป็นอยู่ภายใน  แต่ความจริงแล้วเท่าที่กระผมยังบวชไม่ได้จนบัดนี้  ก็เพราะเป็นห่วงแม่เด็ก กลัวเขาจะว้าเหว่เป็นทุกข์ไม่มีผู้ปรึกษาปรารภและให้ความอบอุ่นแก่เขาเท่าที่ควร  ลูก ๆ นอกจากจะมารบกวนขอเงินไปซื้อนั่นซื้อนี่ และเรื่องอื่น ๆ ซึ่งเป็นเรื่องกวนใจให้ยุ่งแล้ว ก็ยังมองไม่เห็นว่าเขาจะมีความสามารถทำให้แม่มีความอบอุ่น และสบายใจได้ในทางใดบ้าง ผมจึงอดเป็นห่วงเขามิได้ อีกประการหนึ่งสวรรค์ชั้นนั้น ๆ ตามธรรมท่านบอกว่ามีทั้งเทวบุตรเทวธิดา  ซึ่งแสดงว่ามีทั้งหญิงทั้งชายเหมือนแดนมนุษย์เรา  และมีความสุขความสำราญด้วยเครื่องบำรุงบำเรอนานาชนิด ซึ่งเป็นสถานที่น่าไปและน่าอยู่มาก  แต่พรหมโลกไม่ปรากฏว่ามีเทวบุตรเทวธิดาเหมือนมนุษย์และสวรรค์เลย  เมื่อเป็นเช่นนั้นจะไม่ว้าเหว่ไปหรือ เพราะไม่มีผู้คอบปลอบโยนเอาอกเอาใจในเวลาเกิดความหงุดหงิดใจขึ้นมา  ยิ่งนิพพานด้วยแล้วยิ่งไม่มีอะไรไปเกี่ยวข้องสัมผัสเอาเลย เป็นตัวของตัวโดยสมบูรณ์ทุกอย่าง  ไม่ต้องอาศัยสิ่งอื่นผู้อื่นผู้ใดเข้าไปช่วยเหลือหรือเกี่ยวข้องบ้างเลย  เป็นตัวของตัวแท้ ๆ แล้วจะมีอะไรเป็นที่ภาคภูมิใจ  ทั้งเกียรติยศชื่อเสียงเรียงนามและความสุขความสบายจากบรรดาท่านผู้ถึงนิพพานด้วยกันอย่างมนุษย์ผู้มีฐานะดีมีสมบัติมากมีเกียรติยศสูงได้รับความยกย่องสรรเสริญจากเพื่อนมนุษย์หญิงชายด้วยกัน ท่านที่ไปนิพพานแล้วเห็นเงียบไปเลย  ไม่มีพวกเดียวกันยกย่องสรรเสริญท่าน  จึงทำให้สงสัยว่า  การเงียบไปเลยเช่นนั้นจะเป็นความสุขได้อย่างไร  กระผมต้องขอประทานโทษที่มาถามบ้า ๆ บอ ๆ ไม่เข้าเรื่องเข้าราวเหมือนคนมีสติทั่ว ๆ ไป แต่ก็เป็นความสงสัยลำบากใจอยู่ไม่หาย ถ้าไม่ได้เรียนถามท่านผู้่รู้ให้สายสงสัยเสีัยก่อน.....ท่านตอบว่า  สวรรค์  พรหมโลก  และนิพพานมิได้มีไว้เฉพาะคนขี้สงสัยแบบโยม แต่มีไว้สำหรับผู้มองเห็นคุณค่าของตัว  และคุณค่าของสวรรค์  พรหมโลก และนิพพานว่า เป็นของดีมีคุณค่าต่างกันขึ้นไปตามลำดับชั้น  และความดีของผู้ควรจะได้จะถึงตาลำดับ  คนแบบโยม  สวรรค์  พรหมโลก และนิพพานคงมิได้ฝันถึงเลย  แม้โยมจกะไปก็ยังไปไม่ได้ถ้าแม่เด็กยังอยู่  หรือแม้แม่เด็กตายไป โยมก็จะอดคิดถึงไม่ได้  แล้วจะมีโอกาศคิดถึงสวรรค์นิพพานพอจะหาเวลาิคิดเพื่อจะไปได้อย่างไร  แม้พรหมโลกและนิพพานก็มิได้ดีกว่าแม่เด็กสำหรับความรู้สึกของโยม  เพราะพรหมโลกและนิพพานบำรุงบำเรอโยมไม่เป็นเหมือนแม่เด็ก  โยมจึงสงสัยและไม่อยากไป  กลัวจะขาดผู้บำเรอ (ตอนนี้ท่านว่าทั้งท่านั้งเขาหัวเราะถูกใจ)  อันความสุขที่เกิดจากสิ่งต่าง ๆ นั้น  แม้ในโลกมนุษย์เรายังต่างกันตามชนิดของสิ่งนั้น ๆ ที่มีรสต่างกัน แม้ประสาทเครื่องรับสิ่งเหล่านั้นที่มีอยู่ในร่างกายอันเดียวกันก็ยังนิยมรับสัมผัสต่าง ๆ กัน  เช่น ตาชอบสัมผัสทางรูป  หูชอบสัมผัสทางเสียง  จมูกชอบสัมผัสทางกลิ่น  ลิ้นชอบสัมผัสทางรส กายชอบสัมผัสทางเย็นอ่อนร้อนแข็ง

ใจชอบสัมผัสทางอารมณ์ต่าง ๆ ตามหน้าที่และความนิยมของตน จะให้รสนิยมเหมือนกันไม่ได้  การรับประทานเป็นความสุขทางหนึ่ง  การพักผ่อนนอนหลับเป็นความสุขทางหนึ่ง การครองรักตามประเพณีของโลกเป็นความสุขทางหนึ่ง  แต่อย่างลืมว่า  การทะเลาะกันเพราะความเห็นขัดแย้งกันด้วยเรื่องต่าง ๆ ก็เป็นความทุกข์ทางหนึ่ง  ฉะนั้น โลกจึงไม่ขาดจากการสัมพันธ์ติดต่อกันกับสิ่งที่ตนเห็นว่าเป็นความสุขตลอดมา  และจำต้องแสวงกันทั่วโลก จะขาดมิได้  ความสุขในมนุษย์และสัตว์ที่ได้รับตามภูมิของตนเป็นความสุขประเภคหนึ่ง  ความสุขในพระนิพพานของท่านผู้สิ้นกิเลสเครื่องกังวลใจโดยประการทั้งปวงเป็นความสุขประเภคหนึ่่ง  ความสุขในสวรรค์และพรหมโลกเป็นความสุขประเภคหนึ่ง  ต่างจากความสุขที่โลกมีกิเลสทั้งหลายได้รับกันจะให้เป็นความสุขเหมือนแม่เด็กเสียทุกอย่างแล้ว  โยมก็ไม่จำเป็นดูรูปฟังเสียงรับประทานอาหารพักผ่อนหลับนอน และแสวงหาคุณงามความดีมีการให้ทานรักษาศีลภาวนาเป็นต้น ให้ลำบาก  เพียงอยู่กับแม่เด็กเท่านั้น  ความสุขจากสิ่งต่าง ๆ ก็ไหลมารวมในที่นั้นหมด ซึงเป็นการตัดปัญหาความยุ่งยากลงได้เยอะแยะ  แต่คุณจะให้เป็นดังว่านี้ได้ไหม ?.....เขาตอบว่า  โอ้โฮจะได้อย่างไรท่านอาจารย์  แม้แต่กับแม่เด็กบางครั้งยังมีการทะเลาะกันได้ จะสามารถนำความสุขจากสิ่งต่าง ๆ มารวมกับเขาคนเดียวได้อย่างไรก็ยิ่งจะทำให้ยุ่งใหญ่....ท่านเล่าว่า  เขาเป็นคนมีนิสัยอาจหาญและตรงไปตรงมา ทั้งรักศีลรักธรรมดีมาก  สำหรับฆราวาสที่มีความไฝ่ใจในธรรม และความจงรักภักดีต่อครูอาจารย์มากมาย  ท่านจึงได้สละเวลาพูดคุยธรรมกันแบบพิเศษ เป็นกันเองแทบทุกครั้งที่มาเยี่ยมท่านเวลาปลอดจากแขก  ปกติก็ไม่ค่อยมีใครสามารถมาถามท่านแบบเขาได้เลย  เขาเป็นคนมีนิสัยรักลูกรักเมียมาก  เขาเพียงมากราบแล้วก็หลีกหนีไป  ทำงานอะไรช่วยพระเณรไปตามนิสัียของคนสนิทกับวัด  ถ้าไม่มีคนนั่นแลเป็นโอกาศที่เขาจะกราบเรียนถามเรื่องอะไรต่าง ๆ ตามแต่เขาถนัด  ท่านชอบเมตตาเขาด้วยแทบทุกครั้งที่เขามาสบโอกาศเหมาะ ๆ .....สำหรับท่านพระอาจารย์มั่นแล้ว  ท่านฉลาดและรู้นิสัยของคนได้ดีมาก  หาที่ตำหนิมิได้  คนทุกชั้นทุกเพศทุกวัยมาหาท่าน  การปฏิสันถารทางกิริยาไม่เหมือนกันเลย  ทั้งการพูดธรรมดาและอรรถธรรมต้องต่างกันไปเป็นราย ๆ ของผู้มาเกี่ยวข้อง ดังที่เขียนผ่านมาบ้างแล้ว  ท่านพักอยู่วัดโนนนิเวศน์ อุดรฯ พระมาจำพรรษากับท่านมาก  และที่มาอบรมศึกษามีมากตลอดมา  วัดโนนนิเวศน์แต่สมัยก่อนที่ท่านพักอยู่มความสงบมากกว่าทุกวันนี้ รถราผู้คนไม่มาก ผู้เขาไปเกี่ยวข้องกับวัดโดยมากเป็นผู้หวังบุญกุศลจริง ๆ มิได้เข้าไปแบบทำลายทั้งที่มีเจตนาและไม่มีเจตนา  การบำเพ็ญเพียรของพระเณรก็เต็มเม็ดเต็มหน่วยตามเวลาที่ต้องการ  ฉะนั้น พระที่ทรงคุณธรรมทางใจจึงมีมากพอเป็นเครื่องอบอุ่นแก่ตัวเอง  และประชาชนผู้หวังพึ่งความร่มเย็นของพระ

ตอนกลางคืนท่านอบรมพระเณร  การแสดงธรรมโดยมากท่านเริ่มแต่  ศีล  สมาธิ  ปัญญา  ขึ้นไปเป็นขั้น ๆ อย่างไม่มีจุดหมายว่าท่านจะไปจบในธรรมชั้นใด  แสดงจนถึงวิมุตติหลุดพ้นอันเป็นจุดสำคัญของธรรม  แล้วย้อนกลับมาแสดงเกี่ยวแก่ผู้ปฏิบัติว่าควรปฏิบัติตนอย่างไร  จึงจะสามารถบรรลุจุดประสงค์ของธรรมที่ท่านอบรมสั่งสอน  การสอนพระในวงปฏิบัติ  ท่านสอนเน้นลงในความเป็นผู้มีศีลสังวร โดยถือศีลเป็นสำคัญในองค์พระ  พระจะสมบูรณ์ตามเพศของตนได้ต้องเป็นผู้หนักแน่นในศีลเคารพในสักขาบทน้อยใหญ่  ไม่ล่วงเกินโดยเห็นว่าเป็นสิกขาบทเล็กน้อยไม่สำคัญอันเป็นลักษณะของความไม่ละอายบาป  และอาจล่่วงเกินได้ในสิกขาบททั่วไป  เป็นผู้รักษาวินัยเคร่งครัด  ไม่ยอมให้ศีลของตนด่างพร้อยขาดทะลุได้  อันเป็นเครื่องเสริมให้เป็นผู้มีความอบอุ่นกล้าหาญในสังคม  ไม่กลัวครูอาจารย์หรือเพื่อนพรหมจรรย์จะรังเกียจหรือตำหนิ  พระในใจจะสมบูรณ์เป็นขั้น ๆ นับแต่พระโสดา ฯลฯ ถึงพระอรหัตต์ได้ต้องเป็นผู้หนักในความเพียรเพื่อสมาธิและปัญญาทุกชั้นจะมีทางเกิดขึ้นและเจริญก้าวหน้า  สามารถชำระล้างสิ่งสกปรกรุงรังภายในใจออกได้โดยสิ้นเชิง  อนึ่ง  คำว่าพระควรเป็นผู้เยี่ยมด้วยความสะอาดแห่งความประพฤติทางกายวาจา  และเยี่ยมด้วยจิตที่ทรงไว้ซึ่งคุณธรรม คือ  สมาธิ  ปัญญา  วิมุตติ และวิมุตตุญาณทัศนะตามลำดับ  ไม่ควรเป็นพระที่อับเฉาเศร้าใจ  ไม่สง่าผ่าเผย  หลบ ๆ ซ่อน ๆ เพราะปมด้อยคอยกระซิบอยู่ภายใน  มีอะไรลึกลับทำให้่ร้อนสุมอยู่ในใจนั้น  มิใช่พระลูกศิษย์ตถาคตผู้งดงามด้วยความประพฤติภายในภายนอกไม่มีที่ต้องติ แต่ควรป็นพระที่องอาจกล้าหาญต่อการละชั่วทำดี ดำเนินตามวิถีรอยพระบาทที่ศาสดาพาดำเนิน  เป็นผู้ซื่อตรงต่อตนเองและพระธรรมวินัยตลอดเพื่อนฝูง  อยู่ที่ใดไปที่ใดมีสุคโตเป็นที่รองรับ  มีโอชารสแห่งะรรมเป็นที่ซิมซาบมีความสว่างไสวอยู่ด้วยสติปัญญาเป็นเครื่องส่องทาง  ไม่อยู่อย่างจนตรอกหลอกตัวเองให้จนมุม  นั่นคือพระลูกศิษย์พระตถาคตแท้  ควรสำเหนียกศึกษาอย่างถึงใจ  ยึดไว้เป็นหลักอนาคตอันแจ่มใสไร้กังวล  จะเป็นสมบัติที่พึงพอใจของผู้นั้นแน่นอน นี่เป็นปกตินิสัยที่ท่านอบรมพระปฏิบัิติดี.....หลังจากการประชุมแล้ว  ท่านผู้ใดมีข้อข้องใจก็ไปศึกษากับท่านเป็นราย ๆ ไปตามโอกาศที่ท่านว่างกิจประจำวัน  ซึงมีติดกันที่ท่านต้องปฏิบัติไม่ลดละไม่ว่าจะอยู่ที่ใด  คือ  ตอนเช้าออกจากที่ภาวนา แล้วลงเดินจงกรมก่อนบิณฑบาต  พอได้เวลาแล้่วก็ออกบิณฑบาต จากนั้นเข้าทางจงกรมเดินจงกรมจนถึงเที่ยงเข้าที่พัก  พักจำวัดบางเล็กน้อย  ลุกขึ้นภาวนาแล้วลงเดินจงกรม  บ่าย 4 โมงเย็นปัดกวาดลานวัดหรือที่พักอยุ่ขณะนั้น  สรงน้ำเล้วเข้าทางจงกรมอีกเป็นเวลาหลายชั่วโมง  ออกจากที่จงกรมก็เข้าที่ไหว้พระสวดมนต์  การสวดมนต์ท่านสวดมากและสวดนานเป็นชั่วโมง ๆ เสร็จแล้วนั่งสมาธิภาวนาต่อไปตั้งหลายชั่วโมง  คืนหนึ่ง ๆ ท่านพักจำวัดราว 4 ชั่วโมงเป็นอย่างมาก



ติดตามต่อในวันพระที่ 21 พฤษภาคม 2553

<a href="http://www.hidex.info/kuroya/soft/kuroflash/kuro_a04.swf" target="_blank">http://www.hidex.info/kuroya/soft/kuroflash/kuro_a04.swf</a>
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3 ... 6   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!